arrow Home General News สุนทรพจน์โคฟี อันนัน เฉลิมพระเกียรติในหลวง
9digits.com | The Wisdom Development
Main Menu
Home
General News
blog
macinthought
inspire
Web Links
myResume
Contact me
Solidy 10 Network
inner voice
Who's Online
เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Search
 
 
สุนทรพจน์โคฟี อันนัน เฉลิมพระเกียรติในหลวง พิมพ์ อีเมล
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2006 เวลา 01:19 น.

นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวสุนทรพจน์เพื่อถวายสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการพัฒนามนุษย์ในการอภิปรายของคณะผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ

"...ในบ่ายวันนี้ ผมจะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ในการทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และผมมีความรู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่งในเกียรติที่ผมได้รับ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติถวายรางวัลดังกล่าวแด่พระองค์ ในวโรกาสแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบหกสิบปี

สำหรับสหประชาชาติ พิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรตินี้มีความหมายสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติได้จัดทำรางวัลเกียรติยศนี้ เพื่อมอบแด่บุคคลดีเด่น ที่ได้อุทิศตนตลอดช่วงชีวิตและสร้างคุณค่าของผลงานอันเป็นที่ประจักษ์และเป็นคุณูปการที่ผลักดันความก้าวหน้าในการพัฒนาคน

การพัฒนาคนโดยแก่นแท้แล้วเป็นแนวทางเรียบง่าย การพัฒนาคนเป็นเรื่องของการสร้างเสริมขีดความสามารถแก่ประชาชนมิใช่เพื่อเพียงคนสองสามคน มิใช่เพื่อคนจำนวนมาก แต่เพื่อคนทั้งปวงโดยถ้วนทั่ว การสร้างเสริมขีดความสามารถทำได้โดยผ่านทางการศึกษา การขยายโอกาสและทางเลือกสุขอนามัยและโภชนาการ การพัฒนาคนเป็นเรื่องของการสร้างเสริมขีดความสามารถในการขยาย โอกาสแก่ปัจเจกชน ที่จะเลือกให้มีชีวิตยืนยาวด้วยการมีสุขพลานามัยที่แข็งแรง เป็นบุคลากรที่มีความรู้ และความคิดที่สร้างสรรค์

การพัฒนาคน เป็นการพัฒนาที่ให้คนเป็นเป้าหมายศูนย์กลางในการพัฒนา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความเติบโตทางเศรษฐกิจและอย่างยั่งยืน สิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในชีวิต ความเท่าเทียมกัน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง

สหประชาชาติให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนเป็นลำดับแรก และเราคงเพียรพยายามอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคน โดยผ่านรายงานการพัฒนาคนของยูเอ็นดีพีทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ภายใต้ทีมงานสหประชาชาติประจำประเทศต่างๆ ใน 166 ประเทศทั่วโลก และโดยผ่านรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์นี้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากการพัฒนาคนหมายถึงการให้ลำดับความสำคัญประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการพัฒนาคนภายใต้แนวทางการพัฒนาคนขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบรมราชาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในปีพุทธศักราช 2489 พระองค์ได้ทรงพระปฐมราชโองการไว้ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกายและทรงงานโดยมิรู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของปวงชนชาวไทย โดยมิได้เลือกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่า "ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา" พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่ยากไร้และด้อยโอกาสทั่วทุกภูมิภาค ทรงสดับตรับฟังปัญหาทุกข์ยากของราษฎรและทรงมีพระเมตตา พระราชทานแนวทางการดำรงชีพ เพื่อให้ประชาชนของพระองค์สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงงานด้านการพัฒนาชนบท ยังประโยชน์นานัปการต่อประชาชนนับล้านในประเทศ อาทิ โครงการที่มุ่งเน้นการเกษตรขนาดเล็ก ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน รวมทั้งการป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมและภัยแล้ง

นอกจากนั้น โครงการพัฒนาพื้นที่สูงในภาคเหนือ ภายใต้โครงการในพระราชดำริ ได้เปลี่ยนสภาพพื้นที่ปลูกฝิ่นให้กลายเป็นแหล่งปลูกพืชทดแทน โครงการต่างๆ ในพระราชดำริเพื่อพัฒนาชนบท ทำให้คนในพื้นที่มีสุขอนามัยดีขึ้น มีโอกาสในการศึกษา และยังประโยชน์สุขแก่ประชาชนในพื้นที่และผู้อยู่อาศัยบริเวณเขตชายแดนไทยแถบพม่าและลาวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในด้านการพัฒนาสังคมภายใต้โครงการพระราชดำริต่างๆ พระองค์ท่านได้ทรงสนับสนุนด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก มีการรณรงค์ลดภาวะการขาดไอโอดีน รวมทั้งส่งเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการยกระดับพัฒนาชีวิตของประชาชนชาวไทย

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของพระองค์ท่าน ทำให้นานาประเทศตื่นตัวในการปรับรูปแบบการพัฒนาภายใต้แนวคิดใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ชี้แนวทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นความสมดุล องค์รวมและยั่งยืน โดยเน้นหลักการความพอประมาณและการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอที่จะต้านทาน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ปรัชญาดังกล่าวซึ่งเน้นแนวทาง "การเดินสายกลาง" ทำให้สหประชาชาติมีปณิธานมุ่งมั่นพัฒนาคนให้ประชาชนเป็นเป้าหมายศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนต่อไป

โครงการพัฒนาและปรัชญาแนวความคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นแนวทางในการพัฒนาของพระองค์ท่าน และสำหรับประชาชนทุกหนแห่ง

รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์นี้ สหประชาชาติมีปณิธานที่จะส่งเสริมประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติ ในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันทรงคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน เพื่อจุดประกายแนวความคิดการพัฒนาแบบใหม่สู่นานาประเทศ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ความสำเร็จสูงสุดและความมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยในการพัฒนาคนสำหรับประชาชนของพระองค์..."

Image
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ต้อนรับ นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ และภริยา ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม

4 แนวทางพระราชดำริ ป๋าเปรมให้หลักคิด "คนไทย"

คำกล่าวสุนทรพจน์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการอภิปรายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เรื่อง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนามนุษย์"

".... ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงการเสด็จฯบุกเบิกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จเยือนพื้นที่ชนบทยากจน ห่างไกลและทุรกันดารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปี 2489

ตลอดระยะเวลายี่สิบสองวันที่ยากลำบาก ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเสด็จเยือนหมู่บ้านต่างๆ และทรงพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อเรียนรู้ถึงปัญหาและข้อห่วงใยต่างๆ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา การเยี่ยมชาวบ้านในลักษณะดังกล่าวกลายเป็นราชธรรมเนียมปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยปกติของพระองค์ นับจากนั้นมามีพระราชดำริต่างๆ ตามมาอย่างนับไม่ถ้วนในการนำการพัฒนาไปสู่พื้นที่ห่างไกลความเจริญ

มูลนิธิชัยพัฒนา ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินขั้นต้นแก่โครงการพัฒนาต่างๆ โครงการพระราชดำริของพระองค์ทรงนำความรู้เรื่องการปลูกพืชทดแทนให้แก่ชาวไทยภูเขาซึ่งอาศัยตามแนวชายแดนไทยที่ติดกับประเทศลาวและประเทศพม่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพระราชดำริในที่ต่างๆ เปรียบเสมือนสถานทดลองเพาะปลูกพืชพันธุ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชาวไร่ชาวสวนได้มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวพืชสวนที่ให้ดอกออกผลมากขึ้น

พระราชดำริในเรื่องการพัฒนาต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมุ่งเน้นไปยังความต้องการของประชาชน ดังสะท้อนอยู่ในพระราชดำรัสที่ว่า การจัดทำโครงการเพื่อช่วยประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักประชาชนที่เราประสงค์จะให้ความช่วยเหลือเสียก่อน

พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีจำนวนมากมายเหลือคณานับ การอภิปรายในหนึ่งวันคงไม่สามารถครอบคลุมผลงานตลอดระยะเวลาหกสิบปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ข้าพเจ้าใคร่ขอสะท้อนถึงหลักแนวทางสำคัญๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทานให้ประชาชนชาวไทยในการดำรงชีวิตและการพัฒนา ดังที่ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญต่อการรู้จักประมาณตนในการครองชีพ ทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อถูกนำไปปฏิบัติในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน รวมถึงการดำเนินการเพื่อบรรลุถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาแห่งชาติที่มีสมดุลยภาพและจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการเผชิญกับความท้าทายของยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน

เรื่องดังกล่าวได้สะท้อนอยู่ในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรากฏให้เห็นผลที่ชัดเจนภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในปี พ.ศ. 2540 หลังจากได้นำหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติเป็นระยะเวลาหนึ่ง แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงรวมถึงการรู้จักประมาณในการกระทำกิจกรรมต่างๆ ในวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยลดความกระหายในความร่ำรวยและการใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย

แนวคิดดังกล่าวมิได้ส่งเสริมให้ดำรงชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ช่วยผสมผสานให้เข้ากับเศรษฐกิจของโลก นอกจากนั้น แนวคิดดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างศีลธรรมให้กับประเทศชาติ โดยการส่งเสริมสนับสนุนความซื่อสัตย์และคุณธรรม

ประการที่สอง ประชาชนจำเป็นต้องมีความอุตสาหะอดทนในการเผชิญกับความทุกข์ยากและความลำบากตรากตรำ สิ่งท้าทายใดๆ ต่อความมั่นคงทางมนุษยชาติที่มนุษย์เราต้องเผชิญ ล้วนสามารถพิชิตได้ทั้งสิ้น หากแต่เราต้องมีความมุมานะในการเอาชนะอุปสรรคและสิ่งท้าทายดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ได้กับการพัฒนา ไม่มีปัญหาใดๆ ในโลกที่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่ายๆ หรือในระยะเวลาอันรวดเร็ว พวกเราต้องรู้จักพึ่งพาตนเองเป็นอันดับแรก พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ซึ่งเป็นที่มาของพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนให้มีความสามารถช่วยเหลือตนเอง

ประการที่สาม ประชาชนควรรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกัตภาพหรือปัจเจกชนในการระบุปัญหาและเลือกวิธีการแก้ไข อันเป็นการแสดงถึงอิสรภาพในการเลือกของแต่ละบุคคล หากแต่ต้องรู้จักเลือกอย่างฉลาดด้วย การเลือกอย่างฉลาดดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความตระหนักรู้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนควรมีความตั้งใจที่จะเสียสละเพื่อช่วยเหลือชุมชน หมู่บ้าน หรือประเทศชาติ ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีร่วมกันและทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสไว้ว่า "เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีร่วมกันไม่ได้หมายความว่าพวกเราทุกคนต้องเสียสละจนหมดตัว หากแต่หมายความว่าเราควรเสียสละในสิ่งที่เราเสียสละได้เพื่อให้ส่วนรวมอยู่รอด"

และประการที่สี่ คือประชาชนควรยึดมั่นในความเป็นคนไทย เราเป็นชาติที่เก่าแก่ เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม และร่ำรวยไปด้วยภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน ประชาชนชาวไทยไม่ควรเพียงแต่ภาคภูมิใจในสิ่งเหล่านี้ หากควรต้องรู้จักนำภูมิความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตด้วย ความรู้จากภายนอกก็เป็นสิ่งสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนให้เรารู้จักนำความรู้ ไม่ว่าจากแหล่งใดก็ตาม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยพวกเราก็ต้องรู้จักเลือกในสิ่งที่พวกเราจะนำมาใช้ปฏิบัติด้วย

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้รับการเฉลิมพระเกียรติทั่วทั้งสากลให้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระวิริยะอุตสาหะและพระมหากษัตริย์นักพัฒนา คงไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าในพระราชหฤทัยของพระองค์ทรงมีแต่พสกนิกรชาวไทย นั่นคือเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ และเป็นภูมิพลังต่อการพัฒนาคนบนผืนแผ่นดินไทยนี้ พวกเราประชาชนชาวไทยมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น..."



ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

 
Best Viewed on a Mac | Suggested Browser: Safari or any latest one