ในหลวงเตือนสติ ตีความตัดสินพรรคให้ถูก

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เวลา 17.00 น. ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำคณะตุลาการศาลปกครองเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสทูลเกล้าฯถวายเสื้อครุยตุลาการศาลปกครองเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

นายอักขราทรกล่าวคำ ประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุขของประเทศอย่างล้นพ้น ทรงพระเมตตาพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้ให้จัดตั้งศาลปกครองขึ้นในลักษณะศาลคู่และมี ตุลาการศาลปกครองทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ต่างพระเนตรพระกรรณ เพื่อยังความยุติธรรมให้บังเกิดแก่ประชาชนในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ทั้งได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระคทาจอมทัพไป ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานความยุติธรรมแก่เหล่าพสกนิกรทั้งมวล โดยทรงใช้อำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตย อันได้แก่อำนาจฝ่ายตุลาการ อันเป็นการบำบัดทุกข์ผดุงสุขให้เกิดความร่มเย็นแก่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่ เหล่า ด้วยทรงตระหนักที่จะนำความสุขสวัสดีมาสู่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแน่วแน่ และดีที่สุด

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาคุณที่ทรงมีต่อศาล ปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ตลอดจนเหล่าพสกนิกรทั้งมวล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี บรรดาเหล่าตุลาการศาลปกครองพร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายศาลปกครองได้มีฉันทามติ ร่วมกัน ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเสื้อครุยตุลาการศาลปกครองแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณให้ปรากฏและเป็นมิ่งมงคลแก่ตุลาการ ศาลปกครองและข้าราชการตุลาการศาลปกครองทั้งมวลที่จะได้เจริญรอยตามเบื้อง พระยุคลบาทสืบต่อไป”

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะตุลาการศาลปกครองความว่า

“ขอขอบใจที่ท่านมา ท่านผู้พิพากษาของศาลปกครองกฎหมาย นับว่าท่านได้ให้ความเดือดร้อนเพิ่มเติมแก่ข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าผู้เป็นผู้พิพากษาศาลปกครองมีอำนาจที่จะปฏิบัติในกฎเกณฑ์ของศาลเฉพาะ คือศาลปกครอง และในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้ตั้งศาลปกครองและศาลอื่นๆ หลายศาล ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุด แต่เดี๋ยวนี้ศาลอื่นๆ ก็เป็นศาลสูงสุดทั้งนั้น และถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศาล โดยเฉพาะศาลปกครอง ซึ่งเป็นศาลปกครองสูงสุดอย่างหนึ่ง ก็ต้องถือว่าเป็นศาลสูงสุดอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านก็มีอำนาจตามที่กำหนดไว้สำหรับศาลปกครอง

เดี๋ยวนี้เวลานี้ อีกไม่กี่วันจะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับศาลอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ศาลปกครอง กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องของการที่จะเป็นการเมือง ท่านก็พูดไม่ได้เพราะท่านไม่เกี่ยว แต่ว่าพรรคการเมืองเกี่ยวข้องกับการปกครองโดยตรงเหมือนกัน แต่ท่านไม่มีอำนาจ ถึงว่าข้าพเจ้าพูดถึงพรรคการเมืองที่จะมีหรือไม่มี ที่จะตั้งหรือไม่ตั้ง ที่จะล้มหรือไม่ล้ม ก็พูดไม่ได้

แต่ถึงได้บอกว่า เดือดร้อนที่ข้าพเจ้า ได้ทราบว่าท่านเอาเสื้อครุยของศาลปกครองมาให้ แต่ไม่มีอำนาจอะไรเลย แม้แต่มีอำนาจ ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย จะใส่เสื้อครุยหรือไม่ใส่เสื้อครุยก็ไม่มีอำนาจ เช่นเดียวกับท่านเองที่ไม่มีอำนาจ แต่ว่าถ้านึกถึงว่า จะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง จะเป็นการตัดสินที่สำคัญมาก และท่านเองก็จะเดือดร้อน เพราะว่าถ้ามีพรรคการเมืองหรือไม่มีพรรคการเมืองก็ตาม ท่านเดือดร้อน เพราะว่าพรรคการเมืองต้องมี แล้วถ้าบอกว่าพรรคการเมืองไม่ดีอยู่ในอำนาจของท่าน ท่านจะเดือดร้อน ข้าพเจ้ายิ่งเดือดร้อนใหญ่ ฉะนั้นก็คล้ายๆ กับต่อว่าท่าน ว่าทำไมท่านต้องมาวันนี้ ซึ่งไม่กี่วันจะมีปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นตุลาการมาหลายปีแล้ว ท่านก็ต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินบนบัลลังก์ แต่ตัดสินในใจว่าที่ผู้ที่เป็นศาลปกครอง ศาลรัฐรัฐธรรมนูญ จะได้ปฏิบัติ จะได้ตัดสินถูกต้องหรือไม่ ท่านเองท่านต้องรับผิดชอบ ท่านมีหน้าที่การวิจารณ์ว่า เขาทำถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าเองไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะบอกว่าถ้าเขาจะทำถูกหรือไม่ถูก แต่ในใจก็รู้ได้ว่าเขาจะทำถูกหรือไม่ถูก ถ้าเขาทำไม่ถูก ตัดสินว่าจะเป็นพรรคการเมืองจะมีอยู่ ไม่มี ก็เดือดร้อนทั้งนั้น

ข้าพเจ้าเองในใจมีคำตัดสินใจอยู่ แต่บอกท่านไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิที่จะบอก ท่านเองก็ไม่มีสิทธิ ก็เลยยุ่ง แต่ท่านต้องมีการตัดสินอยู่ในใจว่า ที่เขาเพื่อนของศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินถูกหรือไม่ถูกหรือไม่ถูก ต้องมีอยู่ในใจ แต่เขาจะตัดสินอย่างไรเดือดร้อนทั้งนั้น เสียหายทั้งนั้น คำตัดสินใจของเขาเดือดร้อนและเสียหายสำหรับท่านเองทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เดือดร้อนและไม่มีสิทธิจะบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก แต่รู้ในใจว่าเขาจะตัดสินอย่างไรก็ตามรู้ว่าเขาทำถูกหรือผิด ส่วนใหญ่ก็นึกต้องทำผิดแน่ เมื่อรู้สึกว่า เรามีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ในใจ แต่ละท่านต้องวิจารณ์ที่เพื่อนศาลอื่นทำถูกหรือผิดต้องวิจารณ์ อย่างน้อยในใจของท่าน มีความเห็นบ้าง ถ้าหากว่าเขาตัดสินมาอย่างไรจะเสื่อมเสียต่อบ้านเมืองทั้งนั้น จะตัดสินทางไหนก็ตามก็เป็นคำตัดสินที่จะผิดพลาดทั้งนั้น ฉะนั้นก็ต้องมีการวิจารณ์ แต่ท่านวิจารณ์เป็นทางการไม่ได้ ท่านต้องวิจารณ์เป็นส่วนตัว

วันนี้ถึงจะบอกท่านว่า ท่านเอาเสื้อครุยมาให้แล้ว เอาความเดือดร้อนมาให้ เพราะว่าเอาเสื้อครุยมาให้ก็หมายความว่า ข้าพเจ้าก็มีหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองเหมือนกัน แต่ตัดสินอะไรพิพากษาอะไรไม่ได้ ท่านเองก็ตัดสินอะไรไม่ได้ เพราะว่าท่านไม่ได้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิจะพิจารณาอะไร

หน้าที่ศาลปกครองเหมือนกัน แต่ตัดสินใจให้ไม่ได้ ท่านตัดสินไม่ได้ เพราะท่านไม่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าได้ชื่อว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิยุ่งหมด มี แต่ถ้าฟังวิทยุ ท่านฟังวิทยุทั้งวันทั้งคืน สองวันสองคืนนี้มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับศาล ท่านต้องคิดวิธีที่จะป้องกันตัวแทนเพื่อนผู้พิพากษาศาลต่างๆ ทั้งหมด แล้วทั้งหมดก็บอกแล้วว่าศาลฎีกาไม่มีสิทธิ ศาลฎีกาซึ่งท่านก็เคยดำรงหน้าที่ แต่ว่าท่านทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าศาลฎีกาไม่มีสิทธิ

ขอพูดอย่างนี้ ท่านไปตีความเอาเอง ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตามต้องตีความ แล้วก็ต้องตีความให้ถูก ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง เคยบอกกับท่านประธานครั้งก่อนที่มีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อตอนที่ข้าพเจ้าพูด ที่หัวหิน เป็นเวลาปีกว่าแล้ว ก็เป็นความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น แล้วท่านก็เอาความรับผิดชอบอันนี้ไว้ในตัว แล้วความรับผิดชอบนั้นทำให้คนเอะอะขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเรื่องราวต่างๆ ซึ่งก็มีเหตุมีผลขึ้นมา ยุ่งมาก อีกไม่กี่วันก็ยุ่งต่อไป ท่านเตรียมตัวดีๆ ที่จะให้ พร้อมที่จะมีการวิจารณ์บ้าง ไม่ใช่ในฐานะศาล ในฐานะส่วนตัว หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้มีความรู้ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้บ้านเมืองล่มจมอย่างคราวที่แล้ว บอกว่า… ตอนนี้เกือบล่มจม

ฉะนั้น ท่านมีความรับผิดชอบที่จะทำให้บ้านเมืองไม่ล่มจม หรือตักเตือนประชาชนที่มีความรู้ ให้มีความรู้มากขึ้น และแม้ประชาชนที่ไม่มีความรู้ให้เกิดความรู้ขึ้นมาว่าบ้านเมืองควรจะไปทาง ไหนท่านทำได้ ท่านพูดได้ ท่านคิดได้ เพราะท่านมีความรู้ และขอร้องให้ท่านพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่อไป เพราะว่าสถานการณ์ปีนี้ไม่ดีเลย ห่วง… ฟังวิทยุเขาก็พูดมีเหตุผล มีผู้ที่มีความรู้ออกวิทยุ อาจจะไม่ถูกต้องบ้าง เพราะว่าเขาเป็นนักการเมืองที่พูดทางวิทยุ เราในฐานะผู้รู้ว่า เรารู้ว่าท่านเก่งและมีแนวคิด ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนผู้พิพากษาคนหนึ่ง มีสิทธิ และมีหน้าที่ที่จะทำให้คนเข้าใจถึงหน้าที่ของประชาชน หน้าที่ของข้าราชการตุลาการ ที่จะเพื่อทำให้บ้านเมืองรอดพ้นจากความยุ่งยาก ยากเข็ญ

อยากจะขอขอบใจท่านทั้งหลายที่จะพยายามคิด ทำให้บ้านเมืองไปรอดจากวิกฤตการณ์ปัจจุบันนี้เพื่อทำการนี้ ก็ขอให้พร ให้ทุกท่านมีความสามารถ และสามารถที่จะแสดงว่าท่านมีความสามารถ เชื่อว่าท่านทุกคนมีความสามาถ ต้องแสดงว่าท่านมีความสามารถที่จะตัดสินใจ และตัดสินใจแทนตุลาการทั้งหลาย ทั้งศาลปกครอง ศาลสูงสุดบ้าง ไม่สูงสุดบ้าง ให้ตัดสินอะไร พูดอะไร ให้มีความคิดที่ดีๆ มีความคิดที่สูงสุด สามารถที่จะแก้ปัญหาต่างๆ การนี้ท่านต้องรักษาความซื่อตรงที่มีอยู่และขอให้ท่านแสดงว่าท่านมีความ ซื่อตรง ให้ทุกคน ประชาชนส่วนคนที่ไม่มีความรู้ รู้ไม่ทันกฎหมาย แม้แต่คนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย แต่คนทุกคนต้องสามารถที่จะคิด เพราะว่าคนหวงแหนบ้านเมืองไม่อยากให้ล่มจม

ขอบใจท่านที่ตั้งใจ ปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ท่านมีกำลัง โดยเฉพาะกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ กล้าหาญ หรือต้องกล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง เพื่อให้ส่วนรวมได้อยู่เย็น ได้อยู่เป็นสุข โดยปลอดภัย และตรงไปตรงมา เข้าใจว่า เชื่อว่าท่านเต็มใจที่จะทำงานเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ และขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์เพื่อที่จะปฏิบัติงาน หน้าที่ได้ แล้วก็ขอขอบใจท่านที่ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลปกครองและขอให้สามารถตัก เตือนคนอื่นให้เขาทำหน้าที่ให้ดี โดยเฉพาะทางฝ่ายตุลาการ ขอให้ท่านฟิตร่างกาย จิตใจแข็งแกร่ง เพื่อให้ทำหน้าที่ด้วยความสำเร็จ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประเทศชาติ”

หน้า 1


ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เนื้อหาและภาพเป็นลิขสิทธิ์ของหนังสือพิมพ์มติชน – All contents are copyright of Matichon. All Rights Reserved.