สำเนาถูกต้อง…ประวัติศาสตร์

(3) นาทีสุดท้ายก่อนล่มสลาย เผด็จการจะส่งเสียง “สู้ๆ” เสมอ

เมื่อเห็นประชาชนเป็นเรือนแสนเรือนล้านออกมาชุมนุม ขับไล่เผด็จการโกงกินเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นำทหารที่มีความคิดแนวประชาธิปไตย ก็ตัดสินใจเดินข้ามจากฝั่งอำนาจการเมืองสกปรกมาอยู่ข้างเดียวกับประชาชนผู้เรียกร้องความชอบธรรมของแผ่นดิน

รัฐมนตรีกลาโหมฮวน เอ็นรีเล่ กับรองเสนาธิการทหารฟิเดล รามอส ประกาศเลิกสนับสนุนมาร์กอส ทั้งๆ ที่ผู้นำยังมีอำนาจล้นฟ้า และสั่งการปลดนายทหารคนไหนเมื่อไรก็ได้

นายทหารทั้งสองประกาศพร้อมกับทหารหาญผู้รักชาติกลุ่มหนึ่งว่าพร้อมที่จะตายดีกว่าที่จะได้ชื่อว่า “พายเรือให้หัวหน้าโจรปล้นประเทศ”

มาร์กอสตอบโต้ด้วยการประกาศว่า เขาไม่ได้เกรงกลัวทหารกลุ่มที่ประกาศอยู่ข้างผู้ชุมนุมและเรียกร้องให้เขาลาออกเลยแม้แต่น้อย

จอมเผด็จการออกวิทยุตัดไม้ข่มนามด้วยการประกาศว่า

“พวกขบถถูกต้อนจนมุมแล้ว ผมจะกวาดล้างพวกเขาด้วยปืนใหญ่และรถถังได้อย่างง่ายดาย ผมขอประกาศว่าจะยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป และหากจำเป็นผมจะปกป้องตำแหน่งของผมด้วยกำลังทุกอย่างที่ผมมี…”

มาร์กอสรู้ตัวว่ามาถึงเฮือกสุดท้ายแห่งลมหายใจของ การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว เสียงแข็งขันของเขาต่อสาธารณชนคือเสียงของคนดิ้นรนวาระสุดท้าย โดยหวังว่าการประกาศด้วยถ้อยประโยคดุดันนั้น จะทำให้ฝ่ายเรียกร้องให้เขาก้าวลงจากตำแหน่งต้องถอยไป

แต่มาร์กอสไม่ได้สำเหนียกแม้แต่น้อยว่า “กำลัง” กับ “อำนาจ” นั้น มิจำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป

แม้เขาจะยังหลงคิดว่ายังมี “กำลัง” ที่จะปกป้องตำแหน่งเขาอย่างเหลือเฟือ, มาร์กอสหารู้ไม่ว่า “อำนาจ” อันชอบธรรมนั้นได้หดหายไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาประกาศรวมตัวกันให้เขารู้ว่าประเทศชาติมิอาจจะให้เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดของชาติได้อีกต่อไปแม้แต่วันเดียว

Radio Veritas ซึ่งเป็นสถานีวิทยุอิสระของฝ่ายศาสนาคาทอลิกประกาศให้ประชาชนออกมาปกป้องนาย ทหารผู้รักชาติ ด้วยการไปล้อมกระทรวงกลาโหมอันเป็นที่ทหารประชาธิปไตยปักหลักต่อต้านมาร์กอส

ชาวบ้านหลายหมื่นคนออกมาตั้งด่าน เพื่อกั้นไม่ให้ทหารที่ยังถูกบังคับให้ต้องจงรักภักดีต่อมาร์กอสเข้าไปถล่มโจมตีฐานที่มั่นแห่งการคัดค้านของเหล่าทหารหาญได้

เป็นเวลา 4 วันเต็มๆ ที่ประชาชนและสมาชิกครอบครัวหลายหมื่นคนปักหลักตั้งแคมป์กลางถนน ประกาศพร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องไม่ให้ทหารฝ่ายเผด็จการเข้ามาปะทะกับทหารฝ่ายประชาชน

บรรยากาศของการประท้วงกลายเป็นการรวมตัวชุมนุมอย่ างเป็นกันเองของประชาชนผู้ประกาศว่า “ไม่ชนะ…ไม่เลิก” ผู้คนหอบลูกจูงหลานและนัดหมายเพื่อนฝูงมาพบกันที่ลานถนนอันเป็นศูนย์กลางแห่งการประท้วง ฟังวิทยุเสรีไป ร้องรำทำเพลงและตั้งวงถกการเมืองเพื่อขับไล่มาร์กอสไป

พระสงฆ์หลายองค์เข้ารวมตัวกันกลางถนน เพื่อสวดมนต์วิงวอนให้ประเทศชาติรอดพ้นจากภัยพิบัติ ขอให้ผู้นำเผด็จการได้สำนึกถึงความชั่วร้ายที่ตนและพรรคพวกได้กระทำลงไป และขอให้พวกเขาออกไปจากตำแหน่ง เพื่อสังคมจะได้กลับสู่ภาวะปกติ

มาร์กอสวางแผนสู้ด้วยการซื้อเวลา และเตรียมการนองเลือด เขาบอกคนใกล้ชิดในยามที่วิกฤติพุ่งถึงระดับสูงสุดว่า

“เราจะรอเวลา… เราต้องสลายการชุมนุมของพลเรือน…เพื่อเราจะได้ถล่มทหารขบถพวกนี้…”

ว่าแล้วมาร์กอสก็ส่งทหารนาวิกโยธิน, รถถัง, และยานเกราะเข้าบุกยึดค่าย Camp Crame

ประชาชนเรือนแสนปักหลักอยู่กลางถนน ไม่ยอมถอยให้รถถังและทหารฝ่ายเผด็จการที่ดาหน้าเข้ามา

ขณะที่รถถังขยับจะเข้าบดขยี้ค่ายทหารแห่งนี้ ประชาชนนั่งลงตรงหน้ารถถังเหล่านั้น

รถถังหยุด…ประชาชนผู้ประท้วงยื่นบุหรี่, ขนมและดอกไม้ให้ทหารที่ถูกมาร์กอสสั่งให้มาสังหารประชาชน

รถถังเดินหน้าต่ออีก…ชาวบ้านผู้ประท้วงก็ไม่ยอมขยับหนี…นั่งขวางทางของรถถังอยู่บนถนนแห่งนั้น

ขบวนรถถังหยุดอีก…ทหารนาวิกโยธินคนหนึ่งขู่ว่าจะเริ่มยิงผู้ขัดขวางการปฏิบัติการ พระและชีคุกเข่าต่อหน้ารถถังและเริ่มสวดมนต์

ไม่มีเสียงปืนดังแม้แต่นัดเดียว…ขบวนรถถังหันกลับ…ประชาชนส่งเสียงเชียร์ด้วยความปีติ

พลังประชาชนย่อมอยู่เหนืออำนาจของอาวุธใดๆ ที่จอมเผด็จการจะใช้มาข่มขู่ประชาชนได้

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น, มาร์กอสและครอบครัวก็หนีหัวซุกหัวซุนผ่านประตูหลังของทำเนียบมาลากันยัง…ลงเรือที่รออยู่เพื่อข้ามแม่น้ำปาซิกไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่รออยู่…มุ่งสู่ฐานทัพเรือที่คลาก จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศมะกันมุ่งหน้าสู่เกาะกวมและต่อไปลี้ภัยที่เกาะฮาวายในท้ายที่สุด

ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอาทิตย์ที่จะถึงนี้ในประเทศไทยหรือไม่ อยู่ที่ความสำนึกของผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจะยอมรับรู้ว่าเมื่อเวลามาถึง, เขาควรจะต้องตัดสินใจลงจากเวทีเอง

ก่อนที่จะต้องหนีหัวซุกหัวซุนจนไร้แผ่นดินอาศัยสำหรับทั้งครอบครัว


บทความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของคุณกาแฟดำเท่านั้น และได้รับอนุญาติให้รวบรวมและเผยแพร่ซ้ำที่นี่แล้ว

ย้อนรอยการโค่นเผด็จการมาร์กอส