รากฐานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

กิจกรรมสุดท้ายของวันแรกในการอบรมประสบการณ์วิชาชีพไทยคดีศึกษาคือการเขียนเรียงความหนึ่งเรื่อง ความยาวหนึ่งหน้ากระดาษ แรกทีเดียวตารางเวลาที่ได้รับแจ้งว่ากิจกรรมนี้จะทำระหว่างเวลา 20:30 น. – 22:00 น. อันเป็นเวลาสิ้นสุดการอบรมแต่ละวัน แต่ท่านอาจารย์เห็นว่าการเขียนเรียงความให้ดีสักเรื่องหนึ่งนั้นน่าจะให้เวลาอีกสักหน่อย เพื่อจะได้มีเวลารวบรวมเรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดนั้นได้ดีที่สุด และให้เวลาส่งถึงเช้าในอีกสองวันถัดไป เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าผมจะเขียนเสร็จก็ดึกดื่นก่อนเช้าวันส่ง นั่นคือใช้เวลาทั้งวันในการเรียบเรียงและเริ่มเขียนแบบร่าง จนได้เรียงความที่เต็มไปด้วยประสบการณ์จริงของผู้เขียนดังนี้


รากฐานชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

ในพ.ศ. นี้ คำว่า “พอเพียง” น่าจะติดหู ผู้คนทุกหย่อมหญ้าทั่วราชอาณาจักรไทยอยู่แล้ว นั่นเพราะวาระอันเป็นมงคลยิ่งของชาติสองปีติดต่อกัน ปวงชนชาวไทยผู้จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวย่อมต้องเปิดใจรับกระแสพระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เข้าใว้ในใจถ้วนหน้ากัน แต่จะมีกี่มากน้อยที่เข้าใจความหมายที่แท้จริง มีบ้างไหมที่คิดเพียงไม่อยากตกกระแสเพียงเพราะเป็นผู้นิยมความทันสมัยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีบ้างไหมที่รู้ว่าดีแน่หากน้อมนำมาประดับบารมีอย่างไม่ลืมหูลืมตา มีบ้างไหมที่เห็นว่านั่นเป็นเพียง “ทฤษฎี” คง “ปฏิบัติ” ได้ยาก มีบ้างไหมที่เข้าใจว่านั่นเป็น “ปรัชญา” ต้องปีนบันไดขึ้นไปชื่นชม มีบ้างไหมที่ “เข้าใจในทฤษฎี” – “เข้าถึงแก่นของปรัชญา” และน้อมนำมา “พัฒนาตนเอง” ได้อย่างมีประสิทธิผล

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวคิดระดับปรัชญาที่เมื่อต้องการนำไปใช้ต้องสร้างให้เกิดขึ้นจากภายในจิตใจของตัวเองเสียก่อน เพราะนั่นเป็นการปรับเปลี่ยนหลักคิด มุมมอง ในการดำเนินชีวิตจากปัจจุบันไปโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นที่ความเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตเราตามความเป็นจริงก่อน จากนั้นจึงเริ่มคิดพิจารณาว่า ด้วยเหตุผลใดเราจึงเลือกที่จะเสพบริโภคสิ่งเหล่านั้น ต่อไปก็ทำการปรับวิธีคิดให้การเสพบริโภควัตถุต่างๆ รอบตัวตามสภาพความจำเป็นตามอัตตภาพ พิจารณาให้สำเร็จว่าการเลือกเสพบริโภคสิ่งเหล่านี้ สิ่งใดควรเสพเมื่อไหร่และปริมาณเท่าใด จากนั้นต้องกันทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้สำหรับออม เป็นเครื่องรองรับในยามฉุกเฉินว่า แม้ถึงเวลาที่จำเป็นที่สุดก็ยังพอมีส่วนหนึ่งใช้สนับสนุนให้ผ่านช่วงเวลาอันลำบากช่วงนั้นได้ ให้ยึดหลักว่าให้ใช้ประโยชน์จากวัตถุที่ซื้อหามานั้นให้ได้ประโยชน์ตามความจำเป็นต่อชีวิตสูงสุด คุ้มค่าที่สุด สิ่งไหนให้ประโยชน์สูงสุดไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลพอที่จะเลือกมาเสพบริโภค เพิ่มเวลาการพิจารณาการซื้อหาวัตถุเหล่านั้นให้ยาวนานขึ้น เพื่อจะได้ขบคิดถึงความคุ้มค่า ความมีเหตุมีผล การใช้ประโยชน์สูงสุดของวัตถุนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมั่นใจว่าคุ้มค่าแน่จึงตัดสินใจจับจ่ายซื้อหาวัตถุนั้นมาใช้งาน ฝึกพิจารณาตามกระบวนการเหล่านี้ให้ชำนาญจนทำให้ทุกครั้งที่ตัดสินใจจ่ายเงิน จะมั่นใจได้ว่าได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์มาอย่างถ้วนถี่แล้ว แน่นอนว่าด้วยวิธีคิดแบบนี้ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของทุนทรัพย์ที่เพียงพอ มีการจัดสรรปันส่วนไว้แล้วว่าจะมีส่วนหนึ่งออมไว้ใช้ยามจำเป็น ยิ่งพิจารณา ยิ่งดำเนินชีวิตตามแนวคิดนี้ ส่วนที่เป็นภูมิคุ้มกันก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้นได้ ต่อไปก็จะไม่เป็นคนที่ถูกกระตุ้นง่าย ไม่ถูกสิ่งเสพบริโภครุ่นใหม่น่าดึงดูดใจเข้ามามีอิทธิพลเหนือเหตุผลตามความจำเป็นของชีวิต อาการวัตถุนิยมจะค่อยๆ ถดถอยลงไป จนเหือดแห้งหายไป กลายเป็นคนใหม่ที่มีความสุขตามอัตตภาพ ไม่ได้มีความสุขตามกระแสนิยมอันเป็นหลักคิดในชีวิตกระแสหลักของทุนนิยม+วัตถุนิยมได้เอง

ความสุขที่จะเกิดขึ้นหลังการฝึกฝน หลักคิดพิจารณาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การรู้ประมาณ การมีเหตุมีผล การมีภูมิคุ้มกัน จะนำพาความเจริญทางจิตวิญญาณ ความมั่งคั่งบนพื้นฐานของความสุขที่ไม่ยึดติดกับวัตถุ หากการเทอดทูนองค์พระประมุขผู้เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติสามารถเดินหน้าไปตามแนวทางปฏิบัติบูชาแล้วไซร้ ความสุขของสังคมอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย ทั้งหมดนั้นจะยังความสุขถวายแด่พระองค์ท่านผู้ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยผู้ยากลำบากมานานแสนนาน ยังความสุขอย่างยั่งยืนมาแก่สังคมไทย