โรงพยาบาลเป็นเขตปลอดบุหรี่

ผมจำไม่ผิดแน่นอนสำหรับประกาศของกระทรวงสาธาณสุขเรื่องการกำหนดให้สถานที่ต่างๆ เป็นเขตปลอดบุหรี่นั้น โรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่ในรายการอย่างไม่ต้องสงสัย และผมก็รู้สึกยินดี พลอยขออนุโมทนากับแนวคิดของผู้มีอำนาจในการสั่งการเรื่องนี้ไปด้วย แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ผมไม่เคยเชื่ออยู่แล้วว่าการประกาศนั้นจะเป็นเรื่องที่สามารถเห็นประโยชน์ได้โดยพลัน

ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ผมมีธุระสำคัญที่จะต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ 3 แห่งได้แก่โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช ประจวบกับการที่ผมเป็นคนไม่สูบบุหรี่และแพ้ควันบุหรี่ ทำให้ประสาทรับกลิ่นของผมไวกับกลิ่บบุหรี่มาก ราวกับเครื่องตรวจจับควันไฟในระบบรักษาความปลอดภัยในอาคาร ดังนั้นการเดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นทำให้ผมพบว่าประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเรื่องเขตปลอดบุหรี่นั้น ไม่ได้มีผลต่อผู้มาใช้บริการโรงพยาบาลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หมายความว่าผมก็ยังพบผู้สูบบุหรี่ในโรงพยาบาลใหญ่ทั้งสามแห่งอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง แม้จะไม่เป็นไปโดยทั่วไปแต่สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือทุกตารางมิลลิเมตรของโรงพยาบาลนั้นต้องปลอดบุหรี่ใช่ไหม

มีตัวอย่างไหม อย่ากล่าวลอยๆ

ที่ผมไปพบเห็นและสัมผัสกลิ่นมา การสูบบุหรี่ในตัวอาคารและห้องที่มีเครื่องปรับอากาศนั้นไม่พบ (ยังดีกว่าอีกหลายๆ ที่) แต่ที่นอกตัวอาคารและบางซอกมุมของอาคารนั้น พบเห็นหลักฐานได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นผู้มาใช้บริการนั่งรออยู่ตามที่นั่งพักไปพลาง สูบบุหรี่ไปพลาง คุยกับญาติไปพลาง เผื่อแผ่ควันที่ถูกดูดซับไปชั้นหนึ่งด้วยปอดที่ใกล้จะเสื่อมของเขาให้คนรอบข้างที่นั่งอยู่มากมายอย่างไม่เคยคิดสนใจถึงผลร้ายของผู้ที่ต้องสูดควันเข้าไปหรือที่เรียกว่านักสูบบุหรี่มือสอง

หรือจะเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลศิริราชเองที่ชั้น 6 ของตึกผู้ป่วยนอกต้องเดินจากห้องทำงานออกมาจุดบุหรี่สูบที่ด้านนอกชานของตัวอาคาร ขณะที่ชั้น 6 นั้นลมก็พัดเข้าสู่ตัวอาคารให้ความเย็นแก่ผู้มานั่งรอเพื่อพบหมอฟัน แล้วควันที่พี่คนนั้นปล่อยจะไปไหนเสีย นอกจากพัดเข้ามาแจกให้ผู้คนทั่วถึงกันนั่นเอง ผมเห็นพี่เขาพยายามหลบให้ไกลผู้คนแล้ว แต่ลมที่พัดเข้านั้นแรงพอที่จะให้ความรู้สึกเย็นสบายแถมด้วยกลิ่นควันดัวกล่าว! ผมเห็นพี่เขาเดินเข้าออกอยู่ 3 – 4 ครั้ง บุหรี่คงหมดไปหลาย จนถึงเวลาที่พี่เขากลับบ้านนั่นแหละเพราะเย็นย่ำค่ำมืดแล้ว

หรือจะเป็นการสูบบุหรี่ของเจ้าหน้าที่และผู้คนที่มาใช้บริการโรงพยาบาลตำรวจ ทั้งๆ ที่มีป้ายบอกว่า เขตอันตราย มีก๊าซติดไฟอยู่บริเวณนี้ ก็ยังเห็นคนจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบโดยไม่แยแสต่อสิ่งบอกเตือนอะไรทำนองนี้เลย คงเป็นความสัมพันธ์แบบแปลผันตรงกับสถิติของคนไทยที่อ่านหนังสือเพียง 6 – 7 บรรทัดต่อปีกระมัง ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านย่านนี้ต้องสาวเท้าเร็วขึ้นเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองในโรงพยาบาล!

หรือจะเป็นวันหนึ่งที่ผมนั่งพักผ่อนเขียนหนังสืออยู่ในสวนหย่อมเล็กๆ อันร่มรื่นในบริเวณของคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (โรงพยาบาลรามาธิบดี) สายลมเย็นพัดผ่านอยู่สม่ำเสมอจนรู้สึกว่าได้ฟอกปอดอยู่กลายๆ ไม่นานนักก็มีชายคนหนึ่งสูบบุหรี่ไปพลางกดโทรศัพท์ส่วนตัวไปพลางเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะหินที่ว่างอยู่ในละแวกเดียวกัน ได้เรื่องแล้วสิ เครื่องตรวจจับทำงานโดยพลัน สวนหย่อมแห่งนี้เป็นที่นิยมของผู้คนมาก จะมีคนแวะมานั่งพักผ่อนอยู่เนืองๆ และที่สำคัญมีป้ายบอกด้วยว่าเป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ ป้ายนี้คงอยู่สูงเกินไปกระมัง พี่คนนั้นถึงมองไม่เห็น ผมจึงต้องรักษาสิทธิของตนที่จะได้รับอากาศสะอาด ตะโกนบอกพี่เขาไป พี่เขาก็ดีใจหาย พยักหน้ารับแบบเข้าใจแล้ว และเดินจากไปพลางกดโทรศัพท์ส่วนตัวไปพลาง สวนหย่อมแห่งนี้ก็กลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง

ขอยกตัวอย่างสุดท้ายและเป็นตัวอย่างที่แย่ที่สุด นั่นคือบริเวณหน้าตึกผู้ป่วยนอกชั้นล่างสุดติดกับถนนที่ต่อเนื่องมากจากสะพานอรุณอัมรินทร์นั่นเอง ทางโรงพยาบาลได้จัดสถานที่อันน้อยนิดให้เป็นทางเดินเล็กๆ ที่ปกคลุมไปด้วยร่มเงาของต้นไม้ เห็นไกลๆ แล้วรู้สึกสดชื่นจริงๆ แต่พอเดินมาถึงบริเวณนี้ สิ่งที่ได้พบคือสิงห์อมควันนั่งเรียงกันสลอนราวกับนัดกันมานั่งในสภากาแฟ ต่างคนต่างดูเข้าปล่อยออกแจกจ่ายให้ผู้ป่วยและคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องเดินผ่านทางนี้แบบไม่มีกั๊ก! ที่ตรงนี้ทางโรงพยาบาลไม่ได้ออกแบบมาให้สิงห์อมควันทั้งหลายแน่นอน ว่าแต่เมื่อสูบเสร็จพวกเขาจะทำอย่างไร ก็ทิ้งก้นบุหรี่ไว้ที่โคนต้นไม้ในบริเวณที่ตัวเองนั่งโดยไม่ลังเลนั่นเอง สมองคงคำนวณแล้ว ต้นไม้ช่วยฟอกควันเสียในอากาศได้ด้วยการใช้ใบดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และคายอากาศบริสุทธิ์ออกมาเป็นของกำนัล ต้นไม้นี้ก็น่าจะช่วยจัดการกับก้นบุหรี่ได้ด้วย ไม่แน่ใจว่าเพราะพี่เขามานั่งสูบทุกวันก็เห็นว่าบริเวณนี้สะอาดหมดจดไม่มีก้นบุหรี่เลยหรือไม่ ถ้าใช่ก็อยากฝากไปบอกว่าเพราะเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะต้องมาทำความสะอาดทุกวัน อย่าเข้าใจเป็นอื่น แต่สิ่งที่สิงห์อมควันทั้งหลายฝากไว้ได้ดูต่างหน้านั่นมันน่าเกลียดอย่างยิ่ง (ไม่อยากใช้อีกคำหนึ่งที่มีความหมายเดียวกัน) ก้นบุหรี่วางตัวเรียงรายไร้ระเบียบอยู่บนพื้นดินโคนต้นไม้บริเวณนี้อย่างมากมาย มันเป็นภาพที่เหลือทนจริงๆ โรงซ่อมสุขภาพของคนไทยเป็นอย่างนี้ คนเข้ามารักษาตัวก็อยากกลับไปแบบหายป่วย แต่นี่เป็นของแถมให้ปอดป่วยอีกโดยไม่เจตนาสักเท่าไหร่ ใครจะสน!

สมองของผมก็ทำงานต่อไปว่าทำไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นในโรงพยาบาลได้โดยไม่มีใครสนใจ ถ้ามองไปที่ระบบแล้ว ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ประกาศของกระทรวง ใครเล่าจะเป็นคนทำให้ประกาศนั้นมีผลจริง ก็เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทั้งหลายนั่นเอง หากตัดหมอและพยาบาลที่ต้องทำหน้าที่อย่างหนักอยู่ในแผนกอยู่แล้ว ก็เหลือเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ ณ พื้นที่ต่างๆ ของโรงพยาบาลเท่านั้น เรื่องมันน่าเศร้าก็ตรงที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเองก็ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ บางครั้งก็พลั้งเผลอหยิบบุหรี่มาจุดสูบเองเสียอีก ปัจจุบันนี้คงจะหวังให้พี่ๆ เหล่านี้เป็นคนคอยตักเตือนผู้สูบบุหรี่ในโรงพยาบาลก็คงทำได้ยากมาก เดี๋ยวนักสูบที่ถูกเตือนจะย้อนเอาเสียฉิบ

ก็ต้องหวังพึ่งผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลนั้นๆ ผมเป็นประกาศที่ติดอยู่ตามจุดต่างๆ ในโรงพยาบาลเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ มีหน่วยงานช่วยด้านนี้อยู่เหมือนกัน หรือจะตั้งคลีนิกขึ้นในโรงพยาบาลด้วยเลยจะมีประโยชน์ไม่น้อย จากนั้นควรจะจัดเป็นหลักสูตรพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ของตัวเองก่อนเลย ผมเชื่อว่าองค์กรใดจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กรนั้นจะต้องมีสุขภาพดี นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะบอกกับคนในองค์กรของตัวเองว่า ผู้บริหารเห็นความสำคัญของคุณ คุณต้องมีสุขภาพดี จะได้เริ่มต้นทำงานอย่างมีความสุข

จากนั้นก็จะได้เจ้าหน้าที่เหล่านี้กลับมาสอดส่อง แนะนำนักสูบทั้งหลายทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ให้หยุดสูบบุหรี่เสียทันที เพราะโรงพยาบาลเป็นเขตปลอดบุหรี่ แถมยังสามารถแนะนำถึงคลีนิกช่วยเลิกสูบบุหรี่ของโรงพยาบาลให้นักสูบเหล่านั้นได้อย่างมั่นใจ เห็นควรว่านี่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายเลย

สุดท้ายนี้ผมก็หวังว่าจะไม่พบนักสูบในโรงพยาบาลอีก ครั้งต่อไปที่จะได้ไปสักการะพระบรมรูปของพระราชชนกในโรงพยาบาลศิริราช ก็คงจะได้นั่งพักสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนหย่อมรอบๆ พระบรมรูปได้นานๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีควันบุหรี่โชยมาอีกแล้ว

ขณะที่นั่งหวังอยู่เพลินๆ ความคิดก็แล่นไปถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารเก่าแก่ของโรงเรียนราชินีว่า น่าจะเกิดจากคนงานสูบบุหรี่ใกล้ๆ วัตถุไวไฟที่ใช้ในการบูรณะอาคารนั้นอยู่นั่นเอง…


ขอบคุณคุณ TwenCen เพื่อนสมาชิกที่ Freemac dot NET ที่กรุณาส่งรายละเอียดของประกาศมาให้ครับ จึงขอนำมารวมไว้ที่นี่ด้วยครับ

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๕

ข้อ ๒ ให้สถานที่สาธารณะต่อไปนี้ เป็นสถานที่ที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่
(๑) รถยนต์โดยสารประจำทาง
(๒) รถยนต์โดยสารรับจ้าง
(๓) ตู้โดยสารรถไฟที่มีระบบปรับอากาศ
(๔) เรือโดยสาร
(๕) เครื่องบินโดยสารภายในประเทศ
(๖) ที่พักผู้โดยสารเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ
(๗) ลิฟต์โดยสาร
(๘) ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
(๙) รถรับส่งนักเรียน
(๑๐) โรงมหรสพ
(๑๑) ห้องสมุด
(๑๒) ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ สถานเสริมความงาม ร้านขายยา หรือสถานที่บริการอินเตอร์เน็ตเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ
(๑๓) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือสถานที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ
(๑๔) สถานที่ออกกำลังกายเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ
(๑๕) สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
(๑๖) ศาสนสถานเฉพาะบริเวณที่ประกอบศาสนกิจ
(๑๗) สถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม หรือสถานที่จัดเลี้ยงเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ
(๑๘) สุขา
(๑๙) ท่าเทียบเรือสาธารณะ
ให้สถานที่สาธารณะตามวรรคหนึ่ง ขณะทำการ ให้หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด

ข้อ ๓ ให้สถานที่สาธารณะต่อไปนี้ เป็นสถานที่ที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่
(๑) โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา
(๒) อาคารจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถาน หรือหอศิลป์
(๓) สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
(๔) สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน
(๕) สนามกีฬาในร่ม
ให้สถานที่สาธารณะตามวรรคหนึ่ง ขณะทำการ ให้หรือใช้บริการเป็นเขตปลอดบุหรี่ เว้นแต่บริเวณห้องพักส่วนตัว หรือห้องทำงานส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานในสถานที่สาธารณะนั้น