ปฐมบทแห่ง “อารยะขัดขืน”

ผมได้เรียนรู้นอกตำราอีกครั้งกับหลักคิดเรื่องอารยะขัดขืนหรือ Civil Disobedience ถึงหลักการและเหตุผล อีกทั้งตัวอย่างที่ยกมานั้นมีคุณค่าควรแก่การเรียนรู้อย่างยิ่ง ทั้งคานธีและโรซ่า พาร์คส์ นั้นทาง Apple Computer เคยยกย่องว่าเป็นผู้ที่ Think Different ของโลกจริงๆ

ผมจึงรวบรวมบทความของคุณกาแฟดำที่เขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ระหว่างวันที่ 26 -29 เมษายน 2549 ที่ผ่านมาไว้ที่นี่เพื่อสาธารณประโยชน์ และเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลต่อไป


(1) “อารยะขัดขืน” ต้องถูกบรรจุ เข้าหลักสูตรการศึกษาไทย

การแสดงตนของผู้มีความรู้และปัญญาในสังคมไทยอย่างเปิดเผยด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้งก็ดี, การกา “No Vote” อย่างล้นหลามในการเลือกตั้งเพื่อประท้วงความพิกลพิการของการเมืองไทยวันนี้ก็ดี ล้วนเป็น “วิกฤติสังคม” ที่นำไปสู่การก่อเกิดของ “อารยะขัดขืน” หรือ Civil Disobedience อย่างปฏิเสธไม่ได้แล้ว

ผมเห็นว่าปรัชญา, แนวคิด และวิถีปฏิบัติของ “อารยะขัดขืน” จะต้องกลายเป็นวิชาที่ต้องสอนกันตั้งแต่นักเรียนประถมในระบบการศึกษาไทยตั้งแต่นี้ต่อไป

เพราะ Civil Disobedience จะเป็นกติกาใหม่ของระบอบประชาธิปไตย เป็นทางเลือกของคนไทยที่ต้องการแสดงออกในรูปแบบที่ไม่อาจจะทำผ่านคูหาเลือกตั้งได้แต่เพียงอย่างเดียว

“อารยะขัดขืน” เป็นอาวุธสำคัญของสังคมไทยเมื่อต้องเผชิญกับอำนาจเผด็จการที่แฝงมาในรูปแบบต่างๆ อย่างที่เราเห็นใน “ระบอบทักษิณ”

เราต้องสอนเด็กไทยตั้งแต่ยังเยาว์วัยว่าระบอบประชาธิปไตยมิใช่เพียงแต่การไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วกลับบ้านมาดูว่าคนที่ได้รับเลือกจะทำอะไรกับประเทศชาติก็ได้

เราต้องสอนเด็กไทยตั้งแต่รู้ความว่าการแสดงความเห็นแตกต่างไปจากคนอื่นไม่ใช่ความผิด, ไม่ใช่อาชญกรรม และไม่ใช่เหตุผลที่คนอื่นจะหาเหตุมาลงโทษเรา

ตรงกันข้าม, เราจะต้องสอนตั้งแต่ระดับประถมว่าหากคนกลุ่มใดใช้วิธีการไร้จริยธรรมเข้ามายึดครองอำนาจในประเทศ และหากกติกาไม่เอื้อต่อการที่เราจะแสดงความเห็นทักท้วง และคัดค้านอย่างได้ผล, สังคมจะต้องเปิดหนทางให้เราแสดงความเห็นแปลกแยกด้วยวิธีการที่เปิดเผย, สงบ และสันติโดยที่อำนาจรัฐมิอาจจะมาข่มขู่คุกคามได้

คำว่า “อารยะขัดขืน” หมายถึงกิจกรรมใดของสมาชิกสังคมที่ปฏิเสธที่จะทำตามกฎหมาย คำสั่งหรือคำเรียกร้องของรัฐบาลหรือกลุ่มคนที่มายึดครองอำนาจของสังคม…โดยใช้วิธีการสันติและอหิงสา

“อหิงสา” เป็นวิธีการที่ใช้ในกระบวนการต่อสู้ของอินเดีย ที่นำโดย มหาตมะ คานธี ในการปลดแอกประเทศจากการปกครองของอังกฤษ และกระบวนการต่อสู้กับนโยบายกีดกันผิวที่ แอฟริกาใต้ภายใต้การนำของ เนลสัน แมนเดลา และเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ต่อสู้กับการเหยียดคนผิวดำที่สหรัฐมาแล้ว

ในทำนองเดียวกัน “อารยะขัดขืน” ก็เป็นวิธีการที่คนในยุโรป และสแกนดิเนเวีย เคยใช้สู้กับการยึดครองของนาซี ภายใต้การนำของฮิตเลอร์มาแล้วเช่นกัน

ล้วนเป็นวิถีแห่งการต่อสู้อย่างสันติในจังหวะที่ประชาชนไม่มีทางออกอย่างอื่นเมื่อผู้กระทำการชั่วร้ายต่อประเทศมีอำนาจล้นฟ้า และใช้วิธีการคุกคามข่มขู่และเข่นฆ่าผู้ไม่เห็นพ้องอย่างโหดร้ายทารุณอย่างต่อเนื่อง

ผู้จุดประกายแห่ง Civil Disobedience ในโลกยุคใหม่คือบทความของ Henry David Thoreau นักเขียนอเมริกันผู้ริเริ่มแนวคิดการต่อสู้กับรัฐบาลชั่วร้ายด้วยการขัดขืนอย่างสันติ

บทความประวัติศาสตร์บทนี้ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1849 (หรือ 157 ปีมาแล้ว) เพื่อประกาศว่าเขาจะไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล เพื่อต่อต้านระบบทาสและสงครามอเมริกันกับเม็กซิโกในขณะนั้น

พรุ่งนี้ยังต้องว่าต่อเรื่องนี้ เพราะจากนี้ไป, สังคมไทยกับ “อารยะขัดขืน” จะมิอาจแยกจากกันได้อีกต่อไป

เหตุเพราะความชอกช้ำจาก “ระบอบทักษิณ” ที่ทำให้เกิดความสำนึกใหม่นี้อย่างกว้างขวางไปทั่วประเทศ


(2) ที่มาของ “ขัดขืนอย่างอารยะ…” คือต่อต้านรัฐบาลเลวอย่างอหิงสา

แนวความคิดเรื่อง “อารยะขัดขืน” ครั้งแรกที่เป็นรูปเป็นร่างคือ บทความเรื่อง “Civil Disobedience” โดยนักเขียนคนดังของอเมริกัน Henry David Thoreau ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1849 ที่ประกาศว่าเมื่อเขาไม่เห็นพ้องกับรัฐบาลในนโยบายสำคัญๆ และไม่มีหนทางอื่นที่จะแสดงออกแล้ว เขาในฐานะสมาชิกหนึ่งคนของสังคมก็มีวิธีการที่จะจารึกความเห็นนั้นด้วยการไม่ทำตามกฎหมาย

Image
Henry David Thoreau

เขาจึงประกาศไม่ยอมเสียภาษีให้กับรัฐบาลกลาง เพราะเขามิอาจจะรับนโยบายการมีทาส และการทำสงครามระหว่างอเมริกากับเม็กซิโกในขณะนั้นได้

แนวทางหลักของ Thoreau คือ การพึ่งพาตัวเอง ไม่อาศัยความช่วยเหลือหรือบริการของรัฐโดยเฉพาะหากรัฐบาลนั้นกระทำการเลวร้าย ใช้อำนาจทางการเมืองที่อ้างว่าได้จากประชาชนนั้นมาข่มเหงทำร้ายประชาชนเสียเอง

“คุณไม่ต้องออกมาใช้กำลังต่อสู้กับรัฐบาลที่เลวหรอก แต่ที่สำคัญคือ คุณต้องไม่สนับสนุนรัฐบาลเช่นนั้น และคุณก็ต้องไม่ยอมรับการช่วยเหลือของรัฐบาลนั้นต่อคุณด้วย…”

หลักการใหญ่ของแนวคิดนี้คือ ในฐานะเจ้าของประเทศ เราต้องไม่ยอมให้รัฐบาลมาสั่งการเราเหนือ “มโนธรรม” ของเรา นั่นคือ หากผู้มีอำนาจทางการเมืองกระทำการที่ผิดจริยธรรมหรือใช้อำนาจไปในทางที่ผิดโดยอ้างเสียงส่วนใหญ่จากกระบวนการเลือกตั้ง (ที่เขาควบคุมได้) เราในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมนั้นต้องไม่ยอม, ต้องขัดขืน, ต้องแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยวิธีการอันสงบและสันติของเราเอง

สำคัญกว่านั้น, หากเราเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการที่เป็นอันตรายต่อสังคมโดยที่คนอื่นอาจจะยังมองไม่เห็นหรือถูกการสร้างภาพลักษณ์ของผู้มีอำนาจบิดเบือนจนความจริงถูกปิดบังซ่อนเร้น, เราก็ต้องใช้ “อารยะขัดขืน” เพื่อไม่ให้รัฐบาลเดินหน้าทำความชั่วร้ายนั้นได้เป็นอันขาด

นอกจากส่งเสียงคัดค้านแล้ว, ยังต้องประกาศไม่ทำตามกฎหมายบางประเด็น

เช่น ไม่เสียภาษี ไม่ยอมใช้สิทธิเลือกตั้งที่อำนาจแห่งของรัฐนั้นๆ ขีดกรอบบังคับเรา และไม่ยอมรับนับถือคนที่อ้างตนว่าเป็นผู้ปกครองของเรา

ประโยคเด็ดในความเรียงประวัติศาสตร์บทนี้คือ “That government is best which governs least.”

ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลใดที่ใช้อำนาจปกครองประชาชนน้อยที่สุดคือรัฐบาลที่ดีที่สุด

ความหมายชัดเจนว่าใครที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนแล้วมา “ปกครอง” ชาวบ้านด้วยการเข้าไปขัดขวางการใช้เสรีภาพของคนในประเทศนั้น ย่อมแปลว่าคนที่ได้อำนาจทางการเมืองมาอย่างนั้นกำลังกระทำการที่เลวร้าย ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่เลือกเขามา “รับใช้” แต่กลับเข้ามา “ปกครอง” ด้วยความคลั่งในอำนาจ

“ระบอบทักษิณ” ใช้อำนาจรัฐเข้ามา “ปกครอง” คนไทยด้วยวิธีการข่มขู่คุกคามด้านเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นในทุกๆ ด้าน นอกจากจะไม่ฟังความเห็นที่แตกต่างแล้วก็ยังพยายามสกัดกั้นการแสดงออกของคนที่ไม่เห็นพ้องกับระบอบนี้อย่างน่าหวาดหวั่นอีกด้วย

เดิมที คนไทยที่ต้องการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ใช้วิธีการร้องเรียนและทักท้วงแต่ไร้ผล จึงกลายมาเป็นการต่อต้านด้วยวิธีอหิงสา…ที่กลายมาเป็น “อารยะขัดขืน” ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และขยายตัวไปทั่วประเทศในรูปแบบต่างๆ อย่างแข็งขัน และแข็งขืน

“อารยะขัดขืน” จะโตวันโตคืนเพื่อสวนทางกับ “ระบอบทักษิณ” ที่กำลังต้องดับสลายหากสังคมไทยจะฟื้นคืนสู่ความพอเพียง, เสมอภาคและน่าภาคภูมิเช่น อารยประเทศทั้งหลาย