ปฐมบทแห่ง “อารยะขัดขืน”

(3) ตัวอย่างอารยะขัดขืนอันน่าชื่นชม… คานธีกับโรซ่า พาร์คส์

เมื่อสังคมไทยถูกอำนาจการเมืองและเงินครอบงำจนไม่มีทางออก เพื่อแสวงหาจริยธรรมและความพอดีทางอื่น “อารยะขัดขืน” คือทางออกที่ใช้ได้ผลมาแล้วในประวัติศาสตร์ของหลาย ๆ ประเทศ

คนไทยบางกลุ่มเคยเรียกร้องอย่าไหว้นักการเมืองหรือนักธุรกิจที่โกงชาติ, สอนลูกหลานไม่ให้เคารพนับถือคนกินบ้านกินเมือง, นั่นก็เป็น “อารยะขัดขืน” วิธีหนึ่ง

ท่านมหาตมะ คานธี ของอินเดียเป็นผู้ใช้ Civil Disobedience เพื่อต่อสู้กับอำนาจของผู้ปกครองอังกฤษ ท่านสอนว่า

1. ผู้ต่อต้านอย่างสันติตามหลักอหิงสาจะไม่แสดงความโกรธต่อผู้มีอำนาจ

2. หากถูกกระทำ, ผู้เลือกวิถี “อารยะขัดขืน” จะไม่ตอบโต้ด้วยกำลัง แต่จะไม่ยอมทำตามคำสั่งหรือการกดดันของผู้ใช้อำนาจ

3. หากผู้มีอำนาจต้องการจะจับผู้ใช้วิธีอารยะขัดขืน, เราจะยอมให้จับโดยดี แต่จะยืนยันว่าเมื่ออำนาจถูกใช้โดยไม่ชอบธรรม, เราก็จะไม่ยอมทำตามกฎหมายที่ออกโดยอำนาจอันไม่ชอบธรรมนั้น ๆ

4. การไม่ตอบโต้ด้วยกำลังนั้นรวมถึงการไม่ตอบโต้ด้วยภาษาดุดันหรือหยาบคายด้วย นั่นคือ “อารยะขัดขืน” หมายถึงการตอบโต้อย่างสงบ แต่สุภาพเสมอ

5. คานธี สอนให้ผู้เลือกเส้นทางต่อต้านอย่างอหิงสาไม่แสดงความเคารพต่อธงอังกฤษ แต่จะไม่แสดงอาการดูถูกหรือเหยียดหยามต่อธงชาติอังกฤษหรือเจ้าหน้าที่อังกฤษเช่นกัน

Image
มหาตมะ คานธี

กรณีของสาวผิวดำ Rosa Parks (เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปีที่แล้ว) ที่ไม่ยอมฟังคำสั่งของคนขับรถที่ให้เธอลุกจากที่นั่งบนรถประจำทางเพื่อให้คนผิวขาวได้นั่งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1955 ก็เป็นวิธีการ “อารยะขัดขืน” ที่ชัดเจนและได้ผลมาแล้ว

Image
โรซ่า พาร์คส์

เธอถูกจับขึ้นศาลด้วยข้อหา “อารยะขัดขืน” ในวันเดียวกัน และนั่นคือการจุดประกายการก่อเกิดของกระบวนการต่อต้านการเหยียดผิวในอเมริกาที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ผลักดันให้ Martin Luther King Jr. ขึ้นมาเป็นหัวแถวการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของคนผิวดำและผิวขาวในอเมริกาในเวลาต่อมา

เธอเขียนไว้ในชีวประวัติตอนหนึ่งว่า

“บางคนบอกว่าที่ฉันไม่ยอมลุกจากที่นั่งวันนั้นเพราะฉันเหนื่อยเกินไป นั่นไม่ใช่ความจริง ฉันไม่ได้เหนื่อยเลย และฉันก็ไม่ได้อายุมากอย่างที่บางคนบอกตอนนั้นฉันอายุ 42…ฉันไม่ได้เหนื่อย…ไม่ได้เพลีย…ฉันเพียงเหนื่อยกับการยอมแพ้มาตลอดเท่านั้นเอง……..”

คานธี บอกกับเพื่อนร่วม “อารยะขัดขืน” ว่า

“ถ้ารัฐบาลจะจับเรา, ก็ปล่อยให้เขาจับไป เพราะเรามีเป็นหมื่นเป็นแสน, เขาจะหาคุกตะรางที่ใหญ่มากพอที่จะคุมขังเราอย่างไร?…”

ครับ, อารยะขัดขืนของคนไทยกำลังจะเริ่มขึ้น ถ้าหากรัฐบาลยังคุกคามเสรีภาพของประชาชนและหากการเมืองยังฉ้อฉลกันอย่างนี้ต่อไป

ให้เขาเตรียมคุก เตรียมเรือนจำไว้สำหรับคนเป็นแสนเป็นล้านเถิด


(4) จากนี้ไป “อารยะขัดขืน” จะเป็นเรื่องของทุกคน

ถ้านักการเมืองผู้ยึดมั่นแต่เพียง “เทคนิคการเลือกตั้ง” เมื่อยึดครองอำนาจรัฐยังยืนยันที่จะปกครองประเทศด้วยวิธีการ “รวมอำนาจ” อย่างที่เห็นจากระบอบทักษิณ ก็เชื่อเถอะว่าจากนี้ไปคำว่า “อารยะขัดขืน” จะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

เราต้องสอนลูกสอนหลานว่า การร่วมมือกับคนชั่ว, คนโกง, คนเลวที่มีอำนาจและเงินนั้น เป็นความผิดพลาดร้ายแรง

ลูกหลานคนไทยจะต้องได้รับการสั่งสอน ว่า คนรุ่นเดียวกับเขาที่เป็นลูกเป็นหลานของนักการเมืองและเศรษฐีผู้ร่ำรวยจากการเอารัดเอาเปรียบสังคมนั้น เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะต้องต่อต้านพฤติกรรมเช่นนั้นด้วยตนเอง

คนรุ่นต่อไปของประเทศไทยจะต้องต่อต้านการโกงกิน และจะต้องต่อสู้ด้วยวิธีการของผู้ที่ไร้อำนาจรัฐจะพึงต่อสู้

มีลูกสอนลูก, มีหลานสอนหลานว่ากฎหมายที่เขียนโดยผู้เอาเปรียบสังคม ย่อมจะเอื้อต่อประโยชน์ของคนมีฐานะได้เปรียบเท่านั้น ดังนั้น หากจะสร้างสังคมที่เป็นธรรม และหากจะเป็นพลเมืองผู้รับผิดชอบ ต้องร่วมกันต่อต้านกฎหมายที่ล้าหลังเหล่านั้น

และหากจำเป็น คนไทยยุคใหม่ต้องพร้อมที่จะประกาศว่าจะไม่ทำตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น

คำว่า “อารยะขัดขืน” แปลว่าเราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเลวร้ายของผู้มีอำนาจ ซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำวันของสมาชิกในสังคมด้วย

นั่นย่อมแปลว่าเราจะถามเหตุผลของกติกาทุกข้อ ซักไซ้ไล่เลียงที่มาที่ไปของกฎข้อบังคับที่ผู้มีอำนาจสั่งลงมา

เราจะไม่ยอมทำตามกฎข้อใดเพียงเพราะคนมีอำนาจสามารถหว่านล้อมให้ “เสียงส่วนใหญ่” ที่เขาคุกคามได้, ซื้อได้, บังคับได้ ลงมติเพื่อใช้บังคับให้พวกเขาได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

เพราะการร่วมมือกับโจรปล้นบ้านของเรา ก็คือการเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกันทำลายสังคมนั่นเอง

การเรียกร้องให้ประท้วงด้วยการไม่เสียภาษีนั้น เกิดขึ้นเพราะประชาชนเห็นว่าผู้นำประเทศและครอบครัวยังพยายามหาหนทางหลีกเลี่ยงการเสียภาษีก้อนยักษ์ได้

นี่มิใช่การพยายามส่งเสริมให้ผู้คนทำผิดกฎหมาย หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า สังคมจะต้องลุกขึ้นแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่จะไม่ยอมให้คนบางคนบางกลุ่มอาศัยอำนาจและช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเลี่ยงกฎหมาย

การเรียกร้องให้กาบัตรไม่เลือกใคร มิใช่การทำผิดหลักการประชาธิปไตย ตรงกันข้าม นี่คือการแสดงออกถึงความสิ้นหวังในความไร้คุณภาพทางการเมืองของสังคม

แม้การฉีกบัตรเลือกตั้งก็มิได้แปลว่าไม่เห็นพ้องกับความเป็นประชาธิปไตย หากแต่หมายถึงการยืนยันในการที่จะไม่ทำตามกติกาของผู้บ้าอำนาจที่ยึดครองประเทศชาติให้เกิดความตื่นตัว

คนทำเช่นนั้นประกาศ “ขัดขืนอย่างมีอารยะ” นั่นคือพร้อมจะขึ้นศาลและสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อพิสูจน์ว่าอะไรมาก่อน…กฎหมายเลือกตั้ง หรือมาตราในรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิของประชาชนในอันที่จะต่อต้านความเลวร้ายในสังคมอย่างสันติกันแน่?

ดังนั้น จากนี้ไปกระทรวงศึกษาจะต้องพิจารณานำเอา “อารยะขัดขืน” เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของเรียนรู้ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น

เพราะการต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมอย่างสันติและแน่วแน่คือวิญญาณแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริงที่นักเลือกตั้งที่ใช้เงินและอำนาจเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภามากที่สุดเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าใจได้เป็นอันขาด

ธนาธิปไตยย่อมมิใช่ประชาธิปไตย


บทความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของคุณกาแฟดำเท่านั้น

บทความชุด “อารยะขัดขืน”

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wikipedia, the free encyclopedia

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Apple Computer