blog tag

ได้รับคำเชื้อเชิญให้เข้าร่วมมหกรรมบล็อกแท็กแห่งชาติจากนาย tum เพื่อนสนิทที่เข้าเรียนเทพศิรินทร์ด้วยกัน จนบัดนี้ก็ยังช่วยกันสร้างสรรเว็ป Freemac dot NET อยู่ เห็นผู้คนบนโลกไซเบอร์เขาสนุกสนานกับการส่งต่อการเขียนเรื่องของตัวเองที่คนอื่นไม่รู้มาสัก 5 ข้อให้คนที่ยังไม่ถูกแท็กอีก 5 คน ในที่สุดก็ประสพกับตัวเองจนได้

ก่อนนั้นก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเขียนอะไรทำนองนั้นอยู่เป็นทุนเดิม เพราะคิดว่าคงไม่มีใครสนใจใคร่รู้สักเท่าไหร่ อีกทั้งเพิ่งได้ฟังคมคำสอนจากขงจื๊อว่า “จงอย่าคิดที่จะทำตัวเองให้โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่จงคิดว่าตัวเองนั้นมีความดีงามสมควรให้ผู้อื่นรู้จักตัวเองหรือยัง” ยิ่งมุ่งมั่นเจียมเนื้อเจียมตัวพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก่อน

แต่ด้วยความปรารถนาดีจากเพื่อนที่คิดอยากให้เพื่อนได้ร่วมสนุก หาอะไรทำเพลินๆ เสียบ้าง จะได้ไม่บ้าเพราะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเองไปเสียก่อน เพื่อเห็นอย่างนั้นแล้วก็ปรับความคิดให้สนุกตามเสียตั้งแต่แรก

ไหนๆ จะได้เขียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็คงไม่ค่อยมีใครรู้อยู่แล้ว จึงพัฒนาเนื้อหาออกไปให้เป็นการบันทึกพัฒนาการด้านต่างๆ ในชีวิตทั้งเนื้อหาและวิธีการ ก็น่าจะสนุกสนานเคล้าสาระไปได้บ้าง ไม่ให้ผิดไปจากแนวทาง Wisdom Development ไปมากนัก

นับ…ก้าว…..

1. เริ่มต้นที่อิเลคทรอนิกส์

ผมไม่ได้เข้าวงการคอมพิวเตอร์แบบที่เห็นมันแล้วอยากเล่นสนุก แต่มันเริ่มต้นที่ผมได้เริ่มศึกษาอิเลคทรอนิกส์ก่อนหน้านั้นประมาณ 2 ปี ผมสนุกกับการอ่านวารสารทักษะ วารสารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนง แน่นอนรวมทั้งอิเลคทรอนิกส์ด้วย ผมสนใจเรื่องไฟฟ้าตั้งแต่ยังเล็ก ทำวิทยุแร่ฟัง เอามอเตอร์เล็กใส่ใบพัดแล้วต่อถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ให้มันหมุนเป่าหน้าคลายร้อนตอนนั่งเรียนหนังสือ ซนขนาดที่คิดเอาเองว่าหากเอามอเตอร์ตัวนั้นต่อเข้ากับไฟบ้าน มันคงหมุนเร็วมากและให้ลมเย็นฉ่ำใจไปเลย ขณะที่กำลังจะตัดต่อสายไฟอยู่นั่น ได้รับอาณัติสัญญาณไม่อนุญาตจากพ่อเสียก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ได้มานั่งเขียน blog อยู่ทุกวันนี้

ผมสนุกกับการที่แม่พาไปบ้านหม้อ ไปหัดซื้ออุปกรณ์ตัวเล็กๆ เพื่อมาประกอบกันเป็นกริ่งประตู ฯลฯ โครงงานแรกๆ ไม่ค่อยจะทำงานเสียเท่าไหร่ และก็ไม่มีใครช่วยได้ ก็อยากเล่นเองนี่ วันๆ จึงได้แต่นั่งอ่านคำอธิบายว่าวงจรมันทำงานอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ แต่มีความสุข ยิ่งได้หนังสือรวมโครงงานหลายเล่มที่พ่อพาไปซื้อที่สนามหลวง ยิ่งได้อ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ไม่เป็นอันทำอะไร ก็เลยอ้วน อ้วน และก็อ้วน เกี่ยวกันไหมนี่

พอขึ้นชั้น ม. 1 ที่เทพศิรินทร์ก็เข้าชุมนุมคอมพิวเตอร์ สมัยนั้นยังไม่มีชุมนุมอิเลคทรอนิคส์ มามีเอาอีกสามปีให้หลัง ตอนที่ผมเป็นประธานชุมนุมคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ไม่เป็นไร เมื่อเริ่มเข้าชุมนุมก็รู้จักคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว เคยเห็นในหนังสือที่อ่านนั่นเอง ที่สนใจเพราะมันประกอบด้วยอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์มากมายเข้าด้วยกัน คงได้ดูเครื่องเคราว่ามันเป็นอย่างไร ทำงานได้อย่างไร แต่มันมีอะไรมากกว่าที่คิด ทำให้เข้าใจทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ไปพร้อมๆ กัน สมองตอนนั้นเป็นตุ่มน้ำที่ว่างเปล่าโดยแท้ อะไรเข้ามารับได้หมด บวกกับนิสัยรักการอ่าน สนใจรายละเอียด อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้สามารถออกไปบรรยายถึงโครงสร้างต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่เรียนอยู่ ม. 3 ตอนนั้นบรรยายให้พี่ ม. 5 ฟัง

คอมพิวเตอร์เครื่องแรกก็คือ Apple ][+ พ่อซื้อให้หลังจากไปดูงานเทคโนนิทรรศน์ เป็นผลงานของเทคนิคนนทบุรี พ่อต้องขับรถไปถึงวิทยาลัยเพื่อซื้อเครื่องที่นักเรียนช่างประกอบขึ้นเองในหน่วยการเรียน แม้คุณภาพจะไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่ความไม่สมบูรณ์ของมันทำให้ได้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง

ด้วยความสนับสนุนทั้งหมดจากพ่อและแม่ ทำให้ผมมีวันนี้ จะให้เล่าต่อเดี๋ยวไม่ต้องเขียนเรื่องอื่นกันพอดี

ทุกวันนี้ผมยังไปเดินซื้อของที่บ้านหม้ออยู่เนืองๆ

Image

2. ทำไมถึงเป็นว่าที่ร้อยตรี

แรงบันดาลใจทั้งหมดเกิดจากพ่อผมนั่นเอง พวกเราสามพี่น้องภูมิใจอย่างมากที่มีพ่อเป็นว่าที่ร้อยตรี เป็นแบบอย่าง ตอนเด็กๆ พ่อเล่าว่าพ่อจบรด. ปี 5 จึงได้เป็นว่าที่ร้อยตรี เลยอยากเรียนแบบพ่อบ้าง เมื่อเริ่มเรียนรด. ก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเรียนให้จบ 5 ปี ไม่ได้คิดว่ายศว่าร้อยตรีนั้นมันโก้ แต่อยากรู้ว่าเขาเรียนอะไรกัน พ่อเล่าให้ฟังว่าพ่อฝึกหนักมาก แล้วสมัยของตัวเองจะเป็นอย่างไร

ชั้นปีที่ 1 ไม่มีอะไร เด็กๆ ฝึกระเบียบวินัย แบบธรรมเนียมทหาร อยู่ที่ศูนย์การฝึกกำลังสำรอง ถนนวิภาวดี ชั้นปีที่ 2 ได้ไปฝึกที่กองพันทหารสื่อสารที่ 1 รักษาพระองค์ ส. พัน 1 รอ. ทุ่งมหาเมฆ ได้เป็นหัวหน้ากองร้อย ได้พบครูฝึกที่ให้เกียรติ แถมยังได้รับเลือกให้เข้าร่วมการตรวจสอบประจำปีของทหาร เหตุผลนั้น ครูบอกว่าโรงเรียนนี้ฝึกง่าย ทางโรงเรียนก็ดีใจ เราเองก็ดีใจ ตั้งใจกับการตรวจสอบที่เป็นการฝึกในแบบทหารโดยมีผู้ตรวจสอบจากส่วนกลางให้คะแนน ครั้งนั้นแม้ผลจะไม่ได้รางวัลอะไร แต่ครูฝึกก็กล่าวขอบคุณทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน

เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 กลัมาเรียนที่ศูนย์ฝึกฯ มุ่งมั่นขนาดไปเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด หวังว่าจะได้รางวัลขยันเรียนสักหน่อย ก็เป็นอันอด ไม่มีอะไรในกอไผ่ พอไปฝึกภาคสนาม โอ้โฮ…นี่มันนรกหรืออย่างไร ใจมันเสียไปเองตั้งแต่วันแรก ไม่เคยพบเคยเจออะไรลำบากขนาดนั้น ฝึกยิงปืนกล ก็พลาดเป้าหมด ตกใจกับเสียปืนถึงขั้นเสียขวัญแทบเสียสติ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี รสชาติของชีวิตมันเพิ่งเริ่มต้น กับยศสิบตรีแห่งกองทัพไทย

ชั้นปีที่ 4 ได้รับการบรรจุให้เรียนหน่วยทหารม้า เริ่มเรียนที่กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ ม. พัน 3 รอ. เกียกกาย ทหารม้าลาดตะเวน ได้เรียนวิชาเฉพาะทางของทหารม้า ส่วนการฝึกภาคสนาม หนักกว่าปี 3 มาก แม้จะฝึก 7 วันเท่ากัน พอลงจากรถเมื่อครั้งไปถึง ก็ถูกซ่อมแล้ว กำลังมึนเพราะหลับมาตลอดทางก็ได้ตาสว่างโดยพลัน ครูจะให้โดดน้ำแต่ให้เปียกแค่ครึ่งตัวบนอย่างเดียว ใครเจอก็ต้องมึน ดีที่ในที่สุดไม่ต้องโดด

ผลัดที่เข้าฝึกครั้งนั้นเป็นผลัดที่ 4 ผลัดรองสุดท้าย ครูฝึกเล่าว่าครูฝึกเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ทั้งชุด ความสดไม่ต้องอธิบาย เป็นครูจากหน่วยรบพิเศษทั้งนั้น แกสามารถอยู่ได้ 3 วันโดยไม่ต้องนอน สุดยอด ใจไม่ได้สู้เต็มร้อยหรอกนะ แต่ก็เพราะเตรียมตัวมาบ้างก่อนมาฝึก เป็นไงเป็นกัน ได้เข้าปัญหา 72 ชั่วโมง คือตลอดห้วงเวลานั้นพวกเราเหมือนอยู่ในสนามรบจริง มีการลาดตะเวนทั้งกลางวันและกลางคืน มีการเข้าดี ชิงตัวประกัน และถูกตีจนต้องย้ายกำลังพลก่อนฐานแตก เพื่อไปยึดพื้นที่ที่เป็นภูเขาลูกไม่สูงมาก ดาหน้าขึ้นไป แล้วปักธงชาติเมื่อยึดได้ตอนฟ้าสางพอดี ปัญหาก็คือดันลงไม่ได้ ต้องค่อยๆ ลงมาเป็นคนสุดท้าย รู้สึกแย่ที่ทำให้เพื่อนรอแต่ก็ได้รับเสียปรบมือเป็นกำลังใจเมื่อลงมาได้ ฉายาของรุ่น “นักทำลายไร่อ้อย” ได้มาเพราะขณะที่อยู่ในสถานการณ์รับเสบียงทางอากาศ พลุสัญญาณเจ้ากรรมเกิดลุกลามไปติดไร่อ้อยของชาวบ้าน อากาศที่ร้อนและแห้งทำให้ไฟลามไปอย่างรวดเร็ว กว่าจะดับได้ก็หมดไปหลายไร่ เพราะน้ำที่จะดับก็ไม่มี

ต่อไปก็มีการปิดล้อม เปิดสงครามจิตวิทยา เป็นการฝึกที่น่าภูมิใจเมื่อผ่านความลำบากหลายรูปแบบมาได้ กลับมาด้วยยศสิบเอก

ขึ้นชั้นปีที่ 5 เพื่อนเรียนร่อยหรอเพราะเพิ่งเกิดพฤษภาทมิฬ หลายคนเกลียดทหารแต่เราไม่เพราะเข้าใจดีว่าทหารมีวินัยและทำตามคำสั่ง แถมได้เข้าเรียนที่ ม. พัน 4 รอ. เกียกกาย ทหารม้ายานเกราะ ที่การยึดอำนาจทุกครั้งต้องใช้บริการรถถังจากที่นี่ ได้พบครูฝึกที่ถามกลางห้องเรียนเลยว่าใครเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ มีเราคนเดียวที่ยกมือ จากทั้งหมดที่มาจากหลายหลายสถาบันการศึกษา เพื่อนที่มาจากพระจอมเกล้า ลาดกระบังด้วยกันอีก 4 คนก็มาจากคนละที่เหมือนกัน เรียนที่นี่จนจบแล้วมีการถ่ายรูปรวมรุ่นร่วมกับครูฝึกทั้งหมดและรถถังเป็นที่ระลึก แถมมีงานเลี้ยงส่งให้ด้วย

แล้วทุกคนก็มารวมกันอีกครั้งในการฝึกภาคสนาม ปีสุดท้ายมีการฝึกทั้งหมด 17 วัน เดินทางไปกลับนับไปแล้ว 2 วัน ฝึกในสนามที่เขาชนไก่ 7 วันจากนั้นย้ายไปฝึกในหน่วยอีก 8 วัน การฝึกในสนามพูดได้คำเดียวว่าสุดยอด ไม่นับรวมการรับหน้าที่หัวหน้ากองร้อยผู้เข้มงวด แต่ได้ความรู้หลากหลายรูปแบบของทหาร ได้ผจญกับอากาศเย็นถึง 12 องศาด้วยชุดฝึกรด. อย่างเดียว ไม่มีตัวช่วยอื่น เย็นขนาดที่ควันออกปาก เก้าโมงเช้าแล้วเอาไฟแช็คลนฝ่ามือยังไม่รู้สึกเลย นี่คือเขาชนไก่ของจริง ได้เรียนและฝึกภาวะผู้นำ ต้องไปรับหน้าที่ควบคุมการฝึกของรุ่นน้องชั้นที่ปี 2 เล่นซะน้องบ่นอุบ ก็มันทนไม่ได้ที่จะเห็นนักศึกษามาฝึกภาคสนามบ้างก็แต่งหน้าทาปากลงจากรถมาเลย บ้างก็ยังคิดว่าคุณหนูกำลังมาตากอากาศ ซ่อมซะ แต่คืนสุดท้ายที่คุมการฝึกน้อง ก็มีน้องสองสามคนมานั่งคุยด้วย ถามว่าทำไมเราจึงเรียนถึงปี 5 สนุกไหม มีถามว่าพี่เป็นทหารม้า ไปขี้ม้าหลังไม่หักเอาเหรอ มันก็น่าถามอยู่หรอก หุ่นของชายหนัก 102 กิโลกรัมมันซ่อมรูปได้ที่ไหน แต่ก็ตอนน้องไปว่าพี่ขี่ม้าเหล็ก พร้อมกับชี้แนะให้น้องๆ คิดที่จะเรียนต่อจนจบปี 5 เช่นกัน

เมื่อย้ายเข้าไปฝึกในหน่วยพร้อมกับเหรียญทองยิงปืนในเวลากลางคืนไปอยู่ที่กองพันทหารม้าที่ 19 รักษาพระองค์ ม. พัน 19 รอ. ที่ที่ถ่ายทำหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของท่านมุ้ยที่แหละ ผู้พันเบิร์ดที่แสดงเป็นองค์ดำและรับราชการอยู่ที่นี่ก็รุ่นราวคราวเดียวกัน เพียงเราแก่เดือนกว่า เมื่อเริ่มเข้าประจำกองพัน ใครที่ถนัดขวาใส่นาฬิกาข้อมือซ้ายให้ย้ายมาใส่ข้อมือซ้าย เป็นเอกลักษณ์ของทหารม้า บ้างก็ว่าเพราะพระเจ้าตากทรงชูพระแสงดาบในมือขวาขณะทรงม้า บ้างก็ว่าเวลาบรรจุกระสุนปืนใหญ่รถถังต้องดันด้วยมือซ้ายจะได้ไม่มีอะไรไปโดนจุดสำคัญของกระสุน เพื่อนที่แซวว่าเราทำหน้าที่หัวหน้ากองร้อยไม่ได้เรื่องในภาคสนาม เดี๋ยวมาฝึกในหน่วยจะเป็นเอง กลับไม่ได้ยินเสียงใครสักแอะ เราก็ต้องรับหน้าที่หัวหน้ากองร้อยต่อไป ท่านผู้บังคับกองพันใจดีมาก ท่านให้เกียรติพวกเรามาก การรับประทานอาหารในโรงอาหารที่นี่จะจัดให้เป็นจานข้าว โถข้าวและชุดกับข้าว ไม่ใช้ถาดหลุมเพราะท่านให้เกียรติทุกคนตั้งแต่ทหารเกณฑ์ขึ้นมาเลย ตารางการฝึกตรงกับการฝึกภาคกองพันที่ต้องเข้าสถานการณ์จริงๆ พอดี แต่การฝึกของทหารม้าจะมียุทโธปกรณ์ประกอบมากมาย ได้ขึ้นไปนั่งในรถลำเลียงพลที่วิ่งไปมาในภูมิประเทศ พอถึงจุดหมายเดินไม่เป็นเลย ส่วนฝึกส่วนใหญ่ไม่หนักหนาอะไร มีเวลาได้พักผ่อนพอสมควร มีความสุขมากกว่าการนั่งเรียนหนังสือเสียอีก ลำบากเรื่องหนึ่งคือเวลาของอาหารเย็นจะอยู่ที่ 5 โมงเย็น หนึ่งทุ่มอบรมทั่วไป สองทุ่มนอน แล้วท้องก็ร้องเสียงหลง บางคืนถึงกับต้องเดินลงมาหาอะไรเติมลงท้องที่ร้านค้าประจำกองพัน เพราะเป็นเวลาอิสระแล้ว ก็ได้เพื่อนๆ เลี้ยงบ้างเพราะเห็นว่าเราเป็นหัวหน้ากองร้อย ก็ประทับใจไปอีกแบบ คืนต่อมาก็ไม่ไปแล้ว ไม่อยากให้เขาเลี้ยงอีก

จนคืนสุดท้ายก่อนกลับ ทางกองพันก็จัดงานเลี้ยงส่งให้ ในฐานะหัวหน้ากองร้อยเลือกที่จะไม่ดื่มเพราะความรับผิดชอบยังไม่หมด มีเพื่อนตัวเล็กๆ คนหนึ่งเมาได้ที่ วิ่งออกจากงานไปที่สนามหญ้าพร้อมกับส่งเสียงอย่างฮึกเหิม “ฆ่ามัน ฆ่ามัน” ไปไกล คงคิดว่ากำลังรบอยู่ ต้องวิ่งตามไปฉุดตัวไว้ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ กลับมาจัดของใส่เป้ก็ได้นั่งคุยกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งเปิดใจว่าพวกเขาวางแผนจะปิดเต็นท์รุมกระทืบเราตั้งแต่อยู่ในภาคสนามแล้ว เพราะไม่พอใจที่เราไปดุเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เข้าห้องน้ำช้าจนคนทั้งกองร้อยต้องรอ แต่เมื่อการฝึกผ่านไปจนถึงวันนี้ ความคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็นความชื่นชมในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา ไม่มีอคติส่วนตัว ยึดระเบียบวินัยและส่วนรวมเป็นหลัก ถึงกับเปิดใจบอกกันตรงๆ ว่า “กูรักมึงหว่ะ” ทั้งประทับใจว่าเกือบไปเสียแล้วเรา และประทับใจว่าสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอดการฝึกนั้นถูกต้องแล้ว

กลับจากการฝึกมาด้วยศจ่าสิบเอก แถมด้วยเกรด F วิชา Electromagnetic ในเทอมนั้น หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ได้รับใบปริญญาแล้ว ก็ไปเดินเรื่องขอเลื่อนยศจากนายทหารชั้นประทวนเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรในอีกหนึ่งปีถัดมา เพื่อเข้าพิธีแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ฉะนี้แล

Image

3. หนังสือเปลี่ยนชีวิต

ตั้งแต่จำความได้ ภาพที่ชินตาลูกชายทั้งสามคนของพ่อผมก็คือภาพที่พ่อผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์แต่ละวันเป็นเวลานานๆ พวกเราไม่เคยสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร แต่นั่นเป็นการอบรมสั่งสอนลูกๆ ให้เป็นคนที่รักการอ่านโดยไม่ต้องออกเสียงเลยแม้แต่น้อย “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสั่งสอน” นั่นเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

นอกจากหนังสือการ์ตูน วารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้เล่าไปแล้ว เมื่อเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยม ผมได้พบกับความหลากหลายในวงวรรณกรรมมากขึ้น ผมได้เริ่มอ่านหนังสือจิตวิทยา รู้จักบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กับนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกหลายท่าน ความรู้รอบตัวเป็นสิ่งที่ทั้งพ่อและแม่ปลูกฝังลูกๆ มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พูดไปก็เหมือนอวดตัวเอง แต่ผมได้คำตอบสำหรับชีวิตหลากหลายมุมจากการอ่านหนังสือ

หนังสือเล่มแรกที่นับว่าเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิงคือ “เหมือนจะแพ้ แต่ไม่แพ้” โดยธรรมจักร สร้อยพิกุล สำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการ เป็นหนังสือจิตวิทยาที่อธิบายลักษณะต่างๆ ของผู้คนในสังคม จากนั้นก็แนะนำหลักคิดและวิธีการดำรงตนอยู่ท่ามกลางคนหลากหลายประเภทเหล่านั้น หนังสือเล่มนี้ช่วยสร้างความเป็นตัวของตัวเองให้กับเด็กอายุยังไม่เต็มสิบแปดดี ที่กำลังสับสนกับพฤติกรรมตัวเองว่ากำลังเป็นผู้แพ้ใช่ไหม และพฤติกรรมของคนอื่นๆ ว่ากำลังเอาชนะเราอยู่ใช่ไหม ให้เข้าใจว่านั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของชีวิต “การเรียกร้องหาการยอมรับจากคนอื่น” รังแต่ทำให้เรานั่นเองไม่สามารถยึดอยู่ได้บนลำแข้งของตัวเอง “เกมส์” เป็นการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม เราจะรับมือได้อย่างไร กรอบความคิดว่า “คุณผิด-ฉันถูก, คุณถูก-ฉันผิด, คุณผิด-ฉันผิด และ คุณถูก-ฉันถูก” เป็นอย่างไร ตัวตนภายในแบบ “เด็ก, พ่อแม่ และ ผู้ใหญ่” เป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เปิดโลกทรรศน์ทางจิตวิทยามากมายให้กับผม ทำให้รู้จักหลักการของนักจิตวิทยาอีกหลายคน เพื่อค้นคว้าศึกษาต่อไป

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมได้กลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว “โลกนี้ไม่มีคนสมบูรณ์แบบ” ผมก็ยังมีปัญหาในหลักคิดของตัวเองอยู่เสมอแม้จะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาแล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย จนกระทั้งเรียนจบปริญญาตรีที่ได้ทั้งความรู้ ใบปริญญาและความทุกข์ เรียกได้มาเป็นชุดเลย จนกระทั่งตัดสินใจว่าจะออกบวชเพื่อหาความสงบศึกษาหลักธรรมสักพรรษา อีกทั้งยังเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่ไปในตัว จนวันแรกที่ได้เข้าไปบวชเป็นผ้าขาวที่วัดสังฆทาน หลังจากเข้ารับกรรมฐานเบื้องต้นก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น เพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่ฝืนนั่งสมาธิ ทำให้จุดปมประสาทที่ข้างหัวเข่าด้านนอกข้างซ้ายของผมถูกกดทับ เลือดไหลเวียนไม่เพียงพอจนจุดปมประสาทนั่นเสียหาย ผลที่ได้คือข้างน่องด้านนอกชาตลอดเวลาและไม่สามารถยกเท้าซ้ายขึ้นเดินได้ตามปกติ ฝืนทนอยู่ไม่ถึงสัปดาห์ครอบครัวก็ลงความเห็นว่าควรออกมารักษาตัวเพราะนั่นเป็นอุปสรรคต่อการบวชพระอย่างชัดเจน สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป อีกทั้งร่างกายอยู่ในสภาพขาดวิตามินบีซึ่งทำให้เส้นประสาทไม่แข็งแรง ต้องเสริมวิตามินบีเพื่อให้เส้นประสาทซ่อมแซมตัวเองด้วยการงอกออกมาวันละ 1 มิลลิเมตรจนกว่าจะต่อกันติดเอง เข้ารับการกายภาพบำบัดเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อลีบ ครั้งนี้เองที่ทำให้ผมคุ้นเคยกับวารีบำบัด เป็นการใช้น้ำเย็น น้ำแข็ง บำบัดกล้ามเนื้อที่อักเสบ

เมื่อเริ่มรักษาตัวโดยไม่รู้ว่าอีกสี่เดือนข้างหน้าถึงจะเริ่มเป็นปกติ ผมยังไม่ทิ้งความคิดที่จะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส มองใหม่ว่านี่คือเวลาในการอ่านหนังสือธรรมะโดยไม่มีกิจการอื่นมารบกวน และหนังสือเล่มที่สองที่เปลี่ยนชีวิตผมครั้งใหญ่ก็คือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ แห่งวัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บ้านเกิดของพ่อผมนั่นเอง เมื่อครั้งยังเรียนมัธยมอยู่ ผมปฏิเสธพุทธศาสนา มุ่งมั่นศึกษาลัทธิเต๋าด้วยตัวเอง จนบัดนี้เห็นแล้วว่าพุทธศาสนานี่เองที่ตอบคำถามเรื่องความเป็นคนได้เข้ากับจริตของผมมากกว่า จึงเหมือนได้เต๋าเป็นพื้นฐานเพื่อศึกษาพุทธศาสนาที่สูงขึ้นไป หนังสือเล่มนี้อธิบายเปิดฉากให้เห็นภาพที่แท้จริงของพุทธศาสนา อธิบายรากเหง้าแห่งความทุกข์ทั้งมวลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา และแน่นอนด้วยธรรมะของพระศาสดา ท่านประทานยาแก้ทุกข์มาให้ครบทุกขนานแล้ว หากแต่จะขึ้นอยู่กับความเข้าใจแก่นของพุทธศาสตร์ของเราเองว่ามีอยู่กี่มากน้อย หลังจากนั้นจึงยึดเอาพระธรรมคำสอนนี้เป็นสรณะ หนังสือของท่านพุทธทาสเล่มแล้วเล่มเล่าก็ผ่านตาและบันทึกลงสมองไว้ อีกทั้งยังมีหนังสือธรรมะและปรัชญาอีกมากมายที่คงเล่าได้ไม่หมด

เหตุการณ์เจ็บป่วยจนเดินเหมือนคนปกติเขาไม่ได้นานถึงสี่เดือนครั้งนั้นทำให้เกิดอีกคำถามขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ อะไรทำให้เราต้องเจ็บป่วยมากมายถึงเพียงนี้ คำตอบที่ได้ในอีกหลายปีต่อมาก็คือวิถีการกินการอยู่ของเรานนั่นเองที่เป็นสาเหตุ จนวันหนึ่งได้พบกับหนังสือชุด “ชีวจิต” ของอาจารย์สาทิศ อินทรกำแหง (น้องชายของคุณแม่รัญจวน อินทรกำแหง แห่งสวนโมกข์) ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่คุรุสภา อคติก็บังเกิดว่านี่มันลัทธิอะไรอีกหล่ะ ใครติดจะตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมามอมเมาประชาชนอีก แต่หลังจากได้ชมรายละเอียดทั้งหมดทางโทรทัศน์ก็บรรลุธรรมว่านี่จะเป็นวิถีทางธรรมชาติที่จะช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งกินยาวันละกำมือทุกเช้า นี่แหละคือหลักวิทยาศาสตร์ที่จะอธิบายปัญหาสุขภาพของเราได้ พร้อมทั้งยังมีทางออกให้เสร็จ นี่จึงเป็นหนังสือระดับที่สามที่พัฒนาชีวิตของเราไปอีกขั้นหนึ่ง

ทุกวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่คิดไว้เสมอคือจพอ่านหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าทักษะการอ่านหนังสือของเราจะไม่ได้เลิศ เรื่องสมาธิไม่แข็งแรงยังเป็นอุปสรรคอยู่ แต่หนังสือคือเพื่อน หนังสือคือเป้าหมาย และหนังสือคือชีวิต

Image

4. Jazz and Progressive Music

ผมเป็น Serious Music Lover ยังไม่ดีเด่ถึงขั้น Audiophile นิยมฟังเพลงเอาสาระ ไม่ใช่ฟังเอาแฟชั่น เริ่มฟังเพลงตามพี่ชายผมด้วยการฟังวิทยุรายการ Radio Action คลื่น 99 MHz โดยทีมงานจาก Nite Spot ที่มีคุณวาสนา วีระชาติพลี เป็นต้น แต่เมื่อยังเล็กไม่ชอบฟังเพลง ตอนที่โทรทัศน์เริ่มออกอากาศจะไม่ฟังเพลงนำรายการ ไม่ร้องเพลงด้วย พอโตขึ้นมาพ่อก็ชอบเปิดเพลงลูกกรุงให้ฟังในรถ พอได้ประมาณสิบขวบ พี่ชายชักนำให้ได้ฟังเพลงสากล รู้จักแต่เพลงร็อคเพลงป็อบ จำได้ว่าสมัยนั้นสนุกกับเพลง Crocodile Rock มาก ได้รู้จักวง Dire Straits ของ Mark Knofpler ประทับใจเสียแซกโซโฟนเปิดเพลง Your Latest Trick จากอัลบั้ม Brother in Arms มันช่างล่องลอยตรึงใจเสียนี่กระไร

จนเมื่อเข้าเรียนมัธยม ได้วิทยุเครื่องเล็กเป็นของตัวเอง ก็พบว่าทีมงาน Nite Spot ยังมีรายการที่จัดเพลงแนว Easy Listening, Adult Contemporary, World Music ไปจนถึง Jazz ในแบบต่างๆ เสียงแซกโซโฟนในความประทับใจครั้งเก่าก็มาบรรจบกับเพลง Jazz เข้าให้เต็มๆ จึงเริ่มศึกษาว่ามันคืออะไร วิธีศึกษาก็ง่ายแสนง่ายด้วยการฟังเพลงและฟังข้อมูลของเพลงที่ผู้จัดจะเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของเพลง ใครแต่ง ใส่เล่นเครื่องดนตรีอะไร แต่ละคนมีผลงานอะไรมาในอดีต และข้อมูลเบื้องต้นเหล่านั้นก็มาจากปกเทปเพลงชุดนั้นๆ นั่นเอง ทำให้เมื่อไหร่ที่เดินไปหาซื้อเทปเพลงมาฟัง ก็จะได้นั่งอ่านปกเทปไปพลาง ฟังเพลงไปพลาง อ่านเนื้อเพลงตามไป ยิ่งทำให้เข้าใจเนื้อสาระของเพลงนั้นได้มากขึ้น ความประทับก็ลึกซึ้งขึ้น

เพลง Rock ที่ฟังมาก่อนหน้านั้นนอกจากเพลง Rock ปกติแล้ว ต่อมายังได้ฟังเพลงแนว Progressive Rock อีกด้วย เพลงแนวนี้เป็นเพลงที่มีเนื้อหาสาระมากกว่าเพลงทั่วไปที่ชอบเปิดกัน เป็นเพลงที่นักดนตรีกลั่นกรองความคิด จิตวิญญาณ ผสมผสานกับศิลปะที่ชื่อว่าดนตรี เพื่อนำเสนอหลักคิด ประสบการณ์ต่างๆ ออกมา นอกจากเนื้อหาแล้วรูปแบบก็ยิ่งสำคัญ นักดนตรีแนวนี้จะพยายามทดลองและสร้างงานออกมาไม่ซ้ำแบบเดิม นี่เองที่ทำให้ Progressive Music แข็งแรงมาก

ไม่กี่วันมานี้เพิ่งได้ดู DVD ชุด Colour & Sound เป็นเบื้องหลังการทำงานอัลบั้ม Marbles ของวง Marillion คำสัมภาษณ์แฟนเพลงชาวยุโรปที่เลือกไปดูการแสดงสดของวงนี้บอกว่า “ขณะที่ผู้คนเลือกที่จะเข้าโบสถ์เพื่อยกระดับจิตใจ ผมเลือกที่จะมาฟังเพลงของ Marillion เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณแทน” ช่างตรงกับผมเสียนี่กระไร

Image

5. ทำไมอยากเป็นนักเขียน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมรู้ว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมมีความสามารถอย่างหนึ่งที่จะรับรู้ได้ว่าขณะที่ผมกำลังสนทนาอยู่นั้น คู่สนทนาของผมสนใจที่จะฟังเรื่องที่ผมคุยอยู่ไหม พูดง่ายๆ ก็คือรู้ตัวเองว่าเมื่อไหร่พูดคุยกันแล้วจะไม่มีใครฟังนั่นเอง แถวบ้านเรียกคุยไม่เก่ง จึงเลือกที่จะไม่สื่อสารมันออกมาเป็นคำพูด แต่ยังขบคิดพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่เสมอๆ ด้วยนิสัยการช่างสังเกต นิยมการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหานั้นๆ เลยเถิดไปถึงวิจารณ์เพราะอัตตาในตนและอคติในใจ เมื่อรวมกันกับนิสัยรักการอ่าน ทางออกของคนคุยไม่เก่งก็น่าจะเป็นการเขียมมันออกมา

ความสุขครั้งแรกที่ได้เขียนไม่ใช่การได้ตีพิมพ์สิ่งที่เขียน แต่เป็นการได้กลั่นกรองความรู้ ความคิดทั้งหมดในเรื่องนั้นๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่เมื่อครั้งการสอบวิชาอิเลคทรอนิกส์ ๑ ที่เพลิดเพลินกับการบรรยายทฤษฎีต่างๆ ในข้อสอบทุกข้อจนหมดเวลา แต่เป็นการสอบข้อเขียนในวิชาปรัชญาวิทยศาสตร์ที่ได้บรรยายความรู้ทั้งหมดที่มีออกมาเป็นตัวหนังสือด้วยความประทับใจ มีความสุขมากจนเขียนทั้งหมดเสร็จก่อนหมดเวลาเป็นชั่วโมง แม้ผลจะออกมาได้ A เช่นเดียวกับวิชาอิเลคทรอนิกส์ ๑ แต่นั่นเป็นผล ไม่ใช่เหตุแห่งความสุขทั้งปวง

หลังจากนั้น แม้ยังไม่รู้ตัวเองว่าจะยึดอาชีพนักเขียน แต่นั่นก็เป็นตันแบบของการสร้างความสุขด้วยการศึกษาหาความรู้ที่กว้างขวางหลากหลาย ตกผลึกทางความคิด แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นงานเขียน จนปัจจุบันเมื่อตั้งใจมั่นแล้วว่าจะเดินไปบนถนนสายนี้ จึงเริ่มจัดทำเว็ปไซต์ 9digits.com | The Wisdom Development แห่งนี้เพื่อบันทึกเรื่องราวและผลงานต่างๆ และ inner voice เป็น blog เล็กๆ สำหรับบันทึกข้อมูลต่างๆ เกร็ดความคิดเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่คิดว่าอย่างไรก็ต้องศึกษาพื้นฐานความรู้ด้านต่างๆ ของเมืองไทย ตั้งแต่วรรณกรรมไทย คนไทย และอารยธรรมไทย เพื่อจะได้เข้าใจที่มาที่ไปของตัวเองจึงตัดสินใจลงทะเบียนเรียนปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชเสียเลย เป็นการใช้กระสุนนัดเดียวได้ผลสองต่อ

นอกจากนี้ยังมีการเขียนอีกแขนงหนึ่งที่ได้ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Computer Programming นี่ก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อีกแขนงหนึ่งที่จะเดินคู่ไปกับการเขียนวรรณกรรม

แม้กระทั่ง blog tag เรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารผ่านตัวหนังสือของผม

Image

เรียนเชิญผู้ที่มีรายนามข้างล่างนี้รับช่วงความสนุกต่อไปด้วยครับ จะรออ่านครับ


blog tag ขามา

blog tag ขาไป

ข้อมูลเพิ่มเติม