พระอัจฉริยภาพด้านภาพถ่ายฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ

อีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำมาจัดแสดงเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชม นั่นคือ “ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” ที่แม้แต่ช่างภาพชื่อดังในเมืองไทยหลายคนต้องยอมรับในพระอัจฉริยภาพนี้ ถึงกับเปรยว่าถ้านักวิจารณ์ภาพได้มาเห็นภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งถ้าใครจบปริญญาโทด้านการถ่ายภาพมาเห็นทีต้องไป เรียนให้จบปริญญาเอกแล้วยังไม่รู้ว่าจะวิจารณ์ได้หรือไม่เลย…

ทั้งนี้นับเนื่องจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริษัท ไซเบอร์พริ้นต์ จำกัด จัดนิทรรศการ “แสงคือสี สีคือแสง” ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉายขณะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างปี 2524-2550 ที่แฟชั่นแกลเลอรี ชั้น 1 สยามพารากอน

ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดนิทรรศการพร้อมทรงบรรยายถึงที่มาของภาพที่ทรงฉายว่าที่จริงไม่ใช่นักถ่ายภาพและแสดงภาพ ออกจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลมาก สมัยก่อนอยากถ่ายอะไรก็ถ่ายไปเรื่อยเปื่อย

“ก็ถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่มีใครมาสอนจริงจัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายรูปก็ทรงเล่าเรื่องต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน ตอนเด็กๆ จะมีช่างภาพมาแนะนำอะไรต่างๆ นานา ยกตัวอย่างช่างภาพสตรีชาวอเมริกัน เขามีชื่อเสียงไปถ่ายภาพในสงครามเวียดนาม โดยตามไปกับทหาร ก็สอนว่าให้กด ไปเรื่อยๆ แบบไหนดีก็เอาแบบนั้น ที่พูดน่ะมันง่าย แต่ถ่ายจริงมันไม่ง่ายเลย พอเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องเขียนเรื่องราวต่างๆ เก็บไว้ ทีนี้ก็ต้อง หารูปประกอบ ก็เอารูปที่ถ่ายไปรวมๆ กับของคนอื่น รวมๆ กับเขาไป

ส่วนที่มาจัดแสดงภาพนั้นเริ่มมีคนยุให้เอากล้องไปถ่ายตั้งแต่งาน 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยฮิตมาเรื่อย ถ่ายตลอดนับจากนั้นทั้งข้างนอกวัง ข้างในวัง แล้วก็มาเลือกรูปที่ เกี่ยวกับงานครองราชย์ไปจัดแสดง แต่ก็มีรูปหนึ่งที่ยัดเยียดให้เขาเอามาให้ดู เป็นรูปงูเหลือมกินแมว แล้วมันโดนจับใส่ถุงเลยคายแมวออกมา กลายเป็นภาพสยอง แต่คนเลือกเขาไม่ยอมให้เอาออกมา บอกว่าไม่เป็นมงคล คิดว่าสักวันคงได้เห็นภาพสยองนี้”

จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงบรรยายที่มาของภาพต่างๆ ที่ทรงฉายในระหว่างเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทรงบรรยายด้วยพระอารมณ์ขัน ซึ่งบางภาพทรงฉายด้วยความยากลำบาก เพราะไม่ว่าจะเสด็จฯ ยังสถานที่ใด ก็จะมีช่างภาพและผู้คนเข้าเฝ้าฯ อย่างเนืองแน่น และพระองค์ก็ทรงถูกห้อมล้อมเสมอ ซึ่งมีหลายภาพที่พระองค์ทรงฉายพระรูปช่างภาพและประชาชนในประเทศจีนที่ถ่ายรูปพระองค์ พร้อมตรัสด้วยพระอารมณ์ขันว่า “มาดูรูปใครจะดีกว่ากัน” หรือบางสถานที่เจ้าหน้าที่จะพูดเป็นภาษาจีนว่าเป็นสถานที่หวงห้ามห้ามถ่าย รูปเด็ดขาด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเข้าใจในภาษาจีนเป็นอย่างดี ก็ทรง ไม่กล้ายกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาฉาย แต่เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนอื่นๆ ที่ ฟังภาษาจีนไม่ออกถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่ และทอดพระเนตรเห็นแมวกำลังเกาตัว เองอยู่ใกล้ๆ พระพุทธรูป จึงทรงฉายรูปแมวแทน พร้อมตรัสว่า “ไม่ให้ถ่ายรูปพระ ถ่ายแมวก็ได้ แมวน่ารักดี เราชอบแมว ตั้งชื่อภาพว่าแมวคันก็แล้วกัน”

ซึ่งหลายภาพที่พระองค์ทรงฉายกลับมาจะเป็นภาพศิลปะ และภาพวาดต่างๆ ที่ทรงบรรยายว่า ที่ถ่ายภาพต่างๆ เหล่านี้กลับมา เพราะมีความตั้งใจจะนำมาเป็นต้นแบบในการเขียนภาพ ซึ่งตอนที่มีโอกาสไปดูเขาก็ไม่ ได้วาด เพราะคนเยอะ จึงถ่ายเก็บมาไว้เป็นต้นแบบ ตั้งใจว่ากลับถึงโรงแรมที่ พักหรือกลับประเทศไทยจะวาด แต่ก็ยังไม่มีโอกาสวาดเลยเพราะกลับมาก็งานเยอะ

“ที่ถ่ายภาพเพราะชอบ แสง สี ขององค์ประกอบต่างๆ เห็นอะไรก็ถ่ายๆ ไป”

จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ พร้อมทรงบรรยายถึงที่มาที่ไปให้ผู้ตามเสด็จฟังอีกครั้ง ในระหว่างที่ทอดพระเนตรนิทรรศการ พร้อมกันนี้พระองค์ทรงจำหน่ายหนังสือแสงคือสี สีคือแสง ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ทั้งหมด ในราคาเล่มละ 500 บาท ซึ่งภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทรงจำหน่ายหนังสือได้ถึง 130 เล่ม และหลังจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่ร้านภูฟ้า ทุกสาขา รายได้ทั้งหมดจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

ด้าน สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เห็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นช่างภาพมาก่อน ยังรู้สึกไม่เพียงพอเมื่อได้เห็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ แม้พระองค์จะไม่ได้ทรงเรียนรู้ด้านนี้มาโดยตรง แต่พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านงานศิลป์ พระองค์ทรงเป็นนักภาษาศาสตร์ ภาพทุกภาพทรงฉายจึงเป็นปรัชญาที่เราต้องคิด ต่อให้นักวิจารณ์ภาพถ่ายที่แม้จบปริญญาโทมาแล้ว เมื่อได้มาเห็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ของพระองค์ คงต้องไปเรียนต่อให้จบปริญญาเอก ก็ยังไม่รู้ว่าจะวิจารณ์อย่างไร

อย่างไรก็ตามนิทรรศการ “แสงคือสี สีคือแสง” จะจัดให้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมฟรี จนถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ที่แฟชั่นแกลเลอรี ชั้น 1 สยามพารากอน

Image Image

Image  Image

Image Image


ที่มา หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เนื้อหาและภาพเป็นลิขสิทธิ์ของหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก – All contents are copyright of Kom Chad Luek. All Rights Reserved.